ปัญหาโลกร้อนก่อโรคระบาดคร่าชีวิตกว่าแสนราย

กรมอนามัยพบปัญหาโลกร้อนก่อโรคระบาดคร่าชีวิต กว่า 160,000 ราย ขณะที่ผลการศึกษาชี้สิ่งปฏิกูลไม่ได้บำบัดถึงร้อยละ 80 ก่อก๊าซมีเทนเกินครึ่ง พร้อมรณรงค์อีก 2 ปี รพ.-สถานีอนามัยทั่วประเทศเป็นสถานบริการลดโลกร้อน

 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวภายในการประชุมวิชาการ “สาธารณสุขรวมใจ รณรงค์ลดโลกร้อนด้วยการสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ว่า  ขณะนี้กรมอนามัยได้รณรงค์ให้โรงพยาบาล(รพ.)และสถานีอนามัยทั่วประเทศร่วมมือร่วมใจลดโลกร้อน ภายใต้ชื่อโครงการ Green  and Clean  Hospital  หรือรพ.ลดโลกร้อน โดยึดหลัก 5 ข้อ คือ1.รพ.และสถานีอนามัยทุกแห่งต้องกำจัดและใช้ประโยชน์จากขยะอย่างคุ้มค่า 2.ลดการใช้พลังงาน โดยหันมาใช้พลังงานชีวมวล 3.จัดการสิ่งแวดล้อมภายในรพ.และสถานีอนามัยอย่างเหมาะสม 4. ส้วมจะต้องถูกสุขลักษณะ มีการใช้สารชีวภาพเข้ามาช่วย และ 5.เรื่องอาหารที่ใช้ในรพ.และสถานีอนามัยต้องปลอดสารพิษ

 “ เราตั้งเป้าให้ปี 2553 มีรพ.เข้าร่วมจำนวน 84 แห่ง และสถานีอนามัยอีก 84 แห่ง โดยในปี 2554 จะขยายเป็นรพ.และสถานีอนามัยต้องเข้าร่วมโครงการอย่างน้อยอำเภอละ 1 แห่ง  และในปี 2555 จะต้องครอบคลุมรพ.และสถานีอนามัยทั่วประเทศ โดยจะมีการประเมินผลทุกๆปี และมอบรางวัล พร้อมออกไบรับรองว่าเป็นรพ.และสถานีอนามัยที่ลดโลกร้อน เบื้องต้นได้นำร่องดำเนินการในศูนย์อนามัยจำนวน 12 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบแล้ว  ” นายจุรินทร์ กล่าว

 ด้าน นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคและการเจ็บป่วย ทำให้เกิดการระบาดของโรค ส่งผลต่อสุขภาพของคน โดยแต่ละปีพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากผลกระทบเหล่านี้ถึง 160,000 คน อย่างไรก็ตาม การลดโลกร้อนไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งลุกมาแก้ไข โดยเฉพาะรพ. สถานีอนามัยต่างๆ ที่ต้องให้บริการประชาชนทั้งงานป้องกันและรักษาสุขภาพ ทำให้การดำเนินกิจกรรมในแต่ละวันจะส่งผลให้เกิดของเสียเป็นจำนวนมาก ทั้งเศษอาหารจากตึกผู้ป่วย โรงอาหาร ร้านอาหาร สิ่งปฏิกูลที่เกิดจากการขับถ่าย และน้ำเสีย  ฯลฯ ล้วนส่งผลต่อภาวะโลกร้อน เห็นได้ชัดจากการศึกษาพบว่า  ในแต่ละคนโดยเฉลี่ยจะปัสสาวะ 1.4 ลิตร และอุจจาระ 0.1 ลิตรต่อคนต่อวัน หากประเทศไทยมีประชากรราว 60 ล้านคนก็จะมีปริมาณปัสสาวะเท่ากับ 84 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และอุจจาระเท่ากับ 6 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 0.006 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

  นพ.สมยศ กล่าวอีกว่า จากการสำรวจสถานการณ์การจัดการสิ่งปฏิกูลปี 2551 พบว่า มีสิ่งปฏิกูลที่ไม่ได้บำบัดถึงร้อยละ 79.5 หากคิดออกมาเชิงปริมาณจะเป็นสิ่งปฏิกูลหลายล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งโดยธรรมชาติหากปล่อยให้อุจจาระและปัสสาวะย่อยสลายในภาวะไม่มีออกซิเจน จะเกิดก๊าซมีเทนร้อยละ 50-80 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 5-20 นอกนั้นเป็นก๊าซชนิดอื่น เช่นก๊าซไฮโดรเจน ออกซิเจน ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นต้น ดังนั้น การจัดการของเสียโดยนำมาประยุกต์เป็นพลังงานชีวมวลจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า