พลิกฟื้นเฮติจากหายนะ

ทัศนีย์ สาลีโภชน์

แผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้กรุงปอร์โตแปรงซ์พังราบเป็นหน้ากลองจนมีคนออกความเห็นว่า น่าจะย้ายเมืองหลวงเฮติเสีย แบบเดียวกับแดนแซมบ้าบราซิลต้องสร้างกรุงบราซิลเลียขึ้นมาเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ ในขณะที่บางคนเสนอไอเดียให้ปิดกรุงปอร์โตแปรงซ์แล้วย้ายประชากรที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งออกไปก่อนเพื่อเปิดทางให้กับการก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

 กรุงปอร์โตแปรงซ์เคยมีประชากรอยู่ 3.5 ล้านคน แต่แผ่นดินไหวที่กินเวลาเพียง 35 วินาทีกลับทำให้เมืองนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง นายพอล ฟาร์เมอร์ ผู้ช่วยทูตพิเศษของยูเอ็นประจำเฮติที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานการณ์บอกว่าพื้นที่ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ที่ได้รับความเสียหายจนต้องบูรณะขึ้นมาใหม่นั้นมีมากถึงกว่า 75% เลยทีเดียว

 ถึงแม้ว่าความช่วยเหลือจากทั่วโลกจะทยอยมาอย่างไม่ขาดสาย แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีการประกาศออกมาเลยว่าแผนการฟื้นฟูเฮติอย่างเป็นรูปธรรมคืออะไร การประชุมประเทศผู้บริจาคเพื่อหาทางช่วยเฮติที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในแคนาดา เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่าน ก็จบลงโดยปราศจากแผนการเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยกันคนละเท่านั้นเท่านี้

 สองสัปดาห์หลังธรณีพิโรธ งานที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ในเฮติไม่ใช่การฝังศพผู้เสียชีวิตหรือจัดหาอาหารให้ผู้รอดชีวิตต่อไป (แม้ว่าการแจกจ่ายอาหารจะยังถือเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงของทหารก็เถอะ) ตอนนี้มีคนราว 5 แสนคนที่อาศัยอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราวและต้องถูกเคลื่อนย้ายออกไป การเคลียร์คอนกรีตหนักเป็นตัน ๆ ที่ทำให้เมืองหลวงของเฮติดูราวกับสมรภูมิที่ผ่านการสู้รบมาอย่างหนักก็ต้องเริ่มขึ้นได้แล้ว

 ความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้คือจะทำอย่างไรกับคนที่อยู่ในค่ายที่พักพิงชั่วคราวดี เรื่อยไปจนถึงการกำจัดซากปรักหักพัง พลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ย่อยยับ นอกเหนือไปจากเรื่องความยากจนที่เป็นเพื่อนสนิทของคนในประเทศที่ไร้เสถียรภาพทางการเมืองแห่งนี้มานานแล้ว

 แม้แต่รัฐบาลเองก็ยังไม่มีที่ให้จัดประชุมเลยเพราะทำเนียบประธานาธิบดีได้พังถล่มลงมาเช่นเดียวกับที่ทำการของกระทรวงอีกหลายแห่ง แต่ทางฝรั่งเศสได้รับปากแล้วว่าจะช่วยสร้างทำเนียบให้ใหม่ โดยจะถอดแบบเดิม (ซึ่งไปก๊อปปี้ทำเนียบขาวของสหรัฐมา) ให้เหมือนเปี๊ยบ

 ทั้งนี้ รัฐบาลเฮติประเมินเอาไว้ว่าต้องใช้เงินอย่างน้อยที่สุด 3,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเพื่อให้ประเทศกลับมาดำเนินการเป็นปรกติได้อีกครั้ง

 นอกเหนือจากการบูรณะปฏิสังขรณ์ประเทศขึ้นมาใหม่แล้ว อีกสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากก็คือความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่ต้องพรากจากครอบครัวเพราะแผ่นดินไหวว่าจะตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ หรือถูกนำไปใช้เป็นแรงงานทาส

 เคท คอนราดท์ โฆษกกลุ่มเซฟ เดอะ ชิลเดรน บอกว่าผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นประเมินเอาไว้ว่าน่าจะมีเด็กกำพร้า หรือเด็กที่สูญเสียพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งไปในแผ่นดินไหวใหญ่นี้มากถึง 1 ล้านคน เด็กบางคนก็ถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลโดยไม่มีคนมาดูแลรักษาต่อเพราะไม่มีเตียงพอให้นอน

 ตอนนี้ สหรัฐกำลังประสานงานกับรัฐบาลเฮติ และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้สอดส่องคนที่อาจเป็นภัยกับเด็ก ๆ แล้วก็ขอให้หน่วยบรรเทาทุกข์ และเอ็นจีโอทั้งหลายที่เข้าไปบรรเทาทุกข์ช่วยเป็นหูเป็นตาอีกแรงด้วย

 ไม่ใช่แต่เด็ก ๆ เท่านั้นที่ตกอยู่ในความเสี่ยง แต่รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ทุกครั้ง และเป็นที่น่าเศร้าว่าขณะนี้มีข่าวผู้หญิงถูกข่มขืนเล็ดลอดออกมาแล้ว


 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเฮติบอกว่าด้วยความที่กรุงปอร์โตแปรงซ์ไม่มีไฟฟ้าทำให้พวกโจรถือโอกาสล่วงละเมิดทางเพศ หรือข่มขืนสตรีหรือเด็กสาว ๆ ในเตนท์

 ที่น่าเป็นห่วงคือ นักโทษหลายพันคนที่แหกคุกออกมาในคืนวันที่เกิดแผ่นดินไหวก็กำลังออกอาละวาดอย่างหนัก กำลังตำรวจไม่เพียงพอที่จะรับมือเพราะมีตำรวจสูญหายหรือเสียชีวิตไปเพราะแผ่นดินไหวหลายร้อยคนเช่นกัน

 อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแล้ว ธุรกิจหลายอย่างในกรุงปอร์โตแปรงซ์เริ่มกลับมาเปิดตัวอีกครั้ง เริ่มจากแผงลอยขายอาหารริมถนน ตามมาด้วยปั๊มน้ำมัน ธนาคาร ร้านขายชิ้นส่วนรถยนต์ ห้องสมุด หรือแม้แต่ร้านขายแว่นชื่อ "อ๊อพติกา" ที่เจ้าของบอกว่าคนที่เปิดร้านขึ้นมานี้เป็นเพราะความจำเป็น ไม่ใช่เพราะธุรกิจ เพราะแว่นตาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่ต้องใช้ ถ้าไม่มีแว่นชีวิตของพวกเขาจะลำบาก

ข่าวอื่น ๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง