สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ได้ขอความร่วมมือให้ทางมหาวิทยาลัยศึกษาการนำองค์ความรู้ของศิลปินแห่งชาติไปเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งทางดร. อุทัย ดุลยเกษม อธิการบดีม.ศิลปากรพร้อมให้การสนับสนุน โดยจะเริ่มในปีการศึกษา 2553
แต่ยังติดปัญหาขณะนี้ยังไม่ทราบความต้องการของนักศึกษาว่าต้องการเรียนวิชาใหนและอาจารย์ผู้สอนจะต้องปรับเนื้อหาหลักสูตรอย่างไรเพื่อให้เหมาะสม เบื้องต้นทางม.ศิลปากรจะกลับไปหารือกับอาจารย์ผู้สอนก่อน นอกจากนี้ยังมีในส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ซึ่งได้เข้าพบหารือกับนพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้แนะนำให้ มช.เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนวิชาดนตรีไทยและดนตรีคลาสสิคของภาคเหนือ ซึ่ง สวช. พร้อมให้การสนับสนุน รวมทั้งเปิดพื้นที่หอศิลป์ มช.จัดกิจกรรมส่งเสริมศิลปินแห่งชาติด้วย
เลขาธิการ กวช. กล่าวต่อไปว่า สำหรับภาคใต้มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งมีศูนย์การศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นจุดแข็งอยู่แล้ว สวช. ได้เข้าไปสนับสนุนให้นำงานวิจัยวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างประโยชน์แก่ประชาชน และได้ทำความร่วมมือให้ ม.ทักษิณ เป็นหน่วยงานติดตามตรวจสอบและประเมินผลการทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมของ สวช. ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ล่าสุดตนได้รับหนังสือจาก รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ ว่าพร้อมให้การสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว
โดยมหาวิทยาลัยราชภัฎได้แบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม ขอให้ทาง สวช. ไปหารือกับแต่ละกลุ่มว่ามีความต้องการองค์ความรู้ด้านใหน ดังนั้น ตั้งแต่เดือน ก.พ. – มี.ค. นี้ตนจะจัดเจ้าหน้าที่ไปขอความร่วมมือและวางหลักเกณฑ์ร่วมกัน และส่วนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตนจะเข้าไปหารือกับ ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเร็วๆนี้ เพื่อขอความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวเป็นสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะตัดสินใจ สวช. จะเป็นหน่วยงานอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น
“สำหรับมหาวิทยาลัยอื่นๆที่ใจสน สวช. พร้อมให้ความร่วมมือส่งเสริมเผยแพร่ผลงานศิลปินแห่งชาติภายใต้ความพร้อมแต่ละมหาวิทยาลัย 4 ด้าน 1. วิจัยสืบค้น เพื่อรักษาองค์ความรู้ท้องถิ่นในพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยให้บริการเป็นหลกั 2. บทบาทส่งเสริมกิจกรรมงานศิลปวัฒนธรรมของแต่ละมหาวิทยาลัย โดยเน้นเรื่องสาระความรู้ 3.คาดหวังให้มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคมีองค์ความรู้ข้ามสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาใช้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น สินค้าวัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน ยกระดับเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 4. การจัดการเรียนการสอนจากองค์ความรู้ท้องถิ่น” นายสมชาย กล่าว