เหลือแต่คำว่าเงินมากกว่าเกียรติศักดิ์ที่เคยได้รับจากสถาบันการศึกษา
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงนี้ดูจะร้อนขึ้นตามลำดับ ก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ช่วงที่อดีตนายกฯ ต้องทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อทวงเงิน 7.6 หมื่นล้านคืน
แม้ฝ่ายรัฐบาลจะประเมินว่าน่าจะรับมืออยู่ แต่อย่าลืมว่ายังมีกลไกใต้ดินที่ยังเคลื่อนไหวอย่างไร้ร่องรอย
ภาพด้านหนึ่งคือ การลอบยิงเอ็ม 79 ใส่กองทัพบก หยาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ผู้กุมอำนาจทางทหารสูงสุดเป็นอย่างยิ่ง
คนลงมือไปมาไร้ร่องรอย ตำรวจยังจับมือใครดมไม่ได้
เหตุการณ์ที่ 2 คือ ปาอึใส่บ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เย้ยมาตรการรักษาความปอลดภัย แบบไม่รู้เอาหน้าไปไว้ไหน
ถ้าพูดว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งระบบมีความหละหลวมก็คงไม่ผิดนัก ทั้งสองพื้นที่อยู่ในความควบคุมของตำรวจนครบาล กลางเมืองหลวง
ทั้งสองคดีมาพร้อมๆ กันในช่วงเวลานี้ หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพร้อมลงมือป่วนเมืองได้ตลอดเวลาหากได้รับคำสั่ง
มีประเด็นคู่ขนานที่อาจเกี่ยวโยงกับสถานการณ์คือ ความพยายามจัดตั้งกองทัพประชาชนเเพื่อประชาธิปไตย
ฟังแล้วได้เห็นจิตใต้สำนึกของ พล.อ. กับ พล.ต. ที่เคยรับราชการและยังรับราชการอยู่จนได้รับยศสูงเพียงนี้ ฟังแล้วได้เห็นมโนคติอดีตนายกฯ หากหวนคืนสู่อำนาจทางการเมือง
ถึงเวลานี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากรัฐบาลต่อเรื่องดังกล่าว เป็นความนิ่งบนความเสียหายของโครงสร้างประเทศและสังคม ฟังดูเหมือนคนไทยเตรียมเข่นฆ่ากันเอง
ผู้นำทางทหาร ฝ่ายการเมือง ตำรวจ ผู้ถือกฎหมายล้วนแสดงความห่วงใย แต่ยังไม่มีใครออกมาหยุด
จากนี้อีกไม่ถึง 20 วันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อศาลนัดฟังคำพิพากษายึดทรัพย์อดีตนายกฯ แล้วหลังจากนั้นบ้านเมืองจะไปอย่างไร
หน่วยงานด้านการข่าวฟันธงว่า ก่อนคำตัดสินไม่น่ากลัว แต่หลังจากนั้นตอบไม่ได้
ไม่รู้กรุงรัตนโกสินทร์สิ้นคนดีแล้วหรือ!!