บางคนบอก มีแดด กับไม่มีแดด เออ…ก็จริง บางคนบอกเที่ยวกลางวันใช้ตังค์เยอะกว่า เพราะจะหนักไปทางกินข้าว ช็อปปิ้ง บางทีเลยไปถึงดูหนัง แล้วกินอีกมื้อเลยก็มี หรือบางท่านทำหน้าที่พ่อบ้านเสร็จก็ส่งลูกเมียกลับบ้าน ออกไปเที่ยวกินดื่มกับเพื่อนต่อเลยก็มี
นี่อาจเรียกได้ว่า สุดยอดฝีมือครับ เที่ยวได้ทั้งวันทั้งคืน ผมเนี่ยเอาตัวเองเป็นตัววัดได้เลย กลางวันผมก็ได้กลางคืนก็ดี ถ้าคนเราวันไหนว่างๆ ก็ให้ความสุขกับตัวเองบ้างเถอะครับ แต่ช่วงหลังๆ การจราจรเริ่มทำให้กลางวันมันหดหู่ลงไปทุกที เราคนกรุงเทพฯ ครับ ต้องทำใจ หมดอารมณ์เที่ยวกลางคืนไปเลย อีกหน่อยคงต้องฝึกเที่ยวนอกเมืองกันมั่ง ไปเดอะมอลล์ บางแค ออกวงแหวน ลงพระราม 2 หรือเที่ยวเซ็นทรัล พระราม 2 ไปเลย เพราะเซ็นทรัลเวิลด์รถติด แล้วสลับให้คนย่านเดอะมอลล์ ท่าพระ มาเที่ยวพารากอนกันบ้างน่าจะดี
งานอีเวนท์เก๋ๆ ทุกงานไม่มีใครอยากไปจัดที่อื่น เลยนอกจากย่านสยาม !!! คนชานเมืองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องมาแถวๆ เนี่ย รถจึงติดตายโหง
นี่ซีเรียสนะครับ คือชีวิตคนกรุงมันเริ่มลำบากขึ้นมากๆ บางทีไม่ได้จะเที่ยวกลางวันนะครับ แค่จะไปทำงาน เล่นดนตรีแถวนั้น ปรากฏว่ามีอีเวนท์ทุกห้างทุกจุด แถมมีวีไอพีไปด้วย โอโห รถติดแบบต้องสละรถกระโดดขึ้นวินมอเตอร์ไซค์กันเลยทีเดียว ความเร่งรีบแบบนี้เกิดขึ้นมานานมาก จนผมสังเกตความละเอียดของงานแทบจะไม่มีเหลือเลย คือทุกอย่างทุกงานเอาแค่มาให้ทันก็พอ แขกก็มาช้า งานก็งงๆ ตัดนู่นนี่ออกตลอด
มันมีผลกระทบกับดนตรีหรือการเที่ยวยังไง นี่ครับผมจะเล่าให้ฟัง
คือมันทำให้จิตใจของคนที่เจอสภาพแบบนั้นเครียด อยากปลดปล่อยกับอะไรสักอย่าง เราลองดูวันศุกร์กลางคืนดูดิ คนไทยยอดนักดื่มอยู่แล้วดื่มกันหนักเข้าไปอีก แล้วต้องคอยพารานอยด์เรื่องจะขากลับอีก จะเจอด่านมั้ยน้อ? ดูๆ ทำไมมันเครียดทั้งวันทั้งคืน แถมสูบบุหรี่ในผับไม่ได้อีก ทีนี้เป็นไง มากองกันอยู่ตรงหน้าร้าน หรือมารวมกันตรงผับแบบโอเพ่นแอร์
บางที่ก็เริ่มหย่อนยานเรื่องห้ามสูบบุหรี่ในร้านไปซะแล้ว คือมันไม่มีใครสนใจไงครับ มาเที่ยวแทบจะไม่ทัน ตำรวจมันจะมาจับทันได้ไงไอ้เรื่องแค่นี้ ส่วนเรื่องดนตรีเดี๋ยวนี้ยิ่งฟังยิ่งลวกมากครับ คือคนฟังก็ประเภทไม่สนอะไร ขอให้กลองดังๆ มาก่อนแล้วกัน เบสบวมๆ หน่อย ร้องมาชัดๆ ฮาโมนี่ เอาพอได้ยิน ส่วนใหญ่จะเป็นกีตาร์ แค่นี้ก็เฮ...ชนแก้วร้องตามกันอย่างสนุกสนาน ผมเองก็สนุกไปด้วยนะพออยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ก็ยอมรับว่ามันก็สนุกจริงๆ แต่ต้องคอยหลบๆ เดี๋ยวเขาเรียกขึ้นไปร้องเพลงของวงนูโว หรือโจ-ก้องขึ้นมาเมื่อไรผมจะกร่อยทันที เพราะเป็นเพลงไทยครับผับประเภทดังกล่าวเนี่ย
คือยังงี้ครับ ในขณะที่กำลังวิเคราะห์บรรยากาศอันสนุกสุดเวี่ยงอยู่นั้น มันก็เกิดความน้อยใจและความรู้สึกต่อต้านอะไรบางอย่างเกิดขึ้นมา ซึ่งมันน่าจะอธิบายให้ฟังยากมาก แต่จะพยายาม ถ้าคุณเข้าถึงผมได้แสดงว่าคุณมีเมล็ดพันธุ์ดนตรีอยู่ในใจแน่นอน
แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับครับว่าเพลงไทยสากลสมัยนี้ถ้าฮิต มันฮิตจริงๆ โดยเฉพาะท่อน (คอรัส) ฮุก แหม...มันขยับปากร้องกันได้หมดจริงๆ ทั้งสาวๆ หนุ่มๆ ยิ่งดึกยิ่งดัง
แถมถ้าเพลงไหนขึ้นมาใหม่แล้วถูกใจอีกละก็...แก้วเหล้าก็จะชนกัน โป๊งเป๊งๆ กันเลยทีเดียว แล้วเป็นแทบทั้งคืนเลยครับ นั่นถูกยืนยันแล้วว่าประเทศเราเพลงเยอะจริงๆ ฟังไม่ทัน บางทีต้องหันไปถามข้างๆ ว่า เพลงจากวงอะไร แต่ที่น้อยใจคืออะไรครับ มันคือความลวกๆ ของดนตรีครับ ไม่ได้ต่อว่านักดนตรีครับ ไม่เคยจะโทษพวกท่านเลย...ถ้ามีลูกค้าสักคนเดินเข้าไปหาผู้จัดการผับแล้วบอกว่า
“วงเล่นไม่เหมือนต้นฉบับผมจะไม่เที่ยวร้านคุณละ”
พูดแบบนี้สักครึ่งหนึ่งของร้าน ผมว่าเขาคงเคี่ยวให้ไอ้ซาวนด์ลวกๆ แต่มันที่ฟังกันอยู่ให้ดีขึ้น หรือถ้ามีใครต่อว่าทางร้านว่า “ผมไม่เที่ยวร้านคุณละ วงร้านคุณไม่มีเสียงประสานมีแต่ร้องนำ ร้องประสานแบบ ฮาร์โมนี่ ไม่ได้ยินเลย” พูดแบบนี้กับเจ้าของร้าน วงคงปั้นการร้องมากขึ้น
แหม ม...มันช่างต่างจากสมัยก่อน ถ้าเล่นไม่เหมือนต้นฉบับมีแต่ตกงานลูกเดียว โดยเฉพาะซาวนด์ที่ฟังกันอยู่เนี่ย น่าจะอยู่ตามภูธร แต่นี่ใจกลางเมืองหลวงกันเลยทีเดียว น้อยใจครับน้อยใจ บางเพลงอัดกันในสตูดิโอ 30 (track) ชิ้น มีสีสันสละสลวย จากเสียงโน้ตที่วิ่งสวนไปสวนมากับเสียงร้อง จากกีตาร์ หรือคีย์บอร์ด ที่พอจะเล่นสดได้ ก็ไม่ทำ ซัดกันนัวเหมือนเดิม
บางเพลงมีน้ำหนัก แบบหนักเบา เปลี่ยนท่อนเปลี่ยนความแน่นเอาอากาศมาแทรก ก็ไม่จำเป็นต้องทำ คนฟังไม่สนใจก็ซัดกันนัว ลวกๆ เหมือนเดิม พอเห็นภาพมั้ยครับ
ผมว่ามันก็มาจากความเร่งรีบของสังคมที่มีแต่คำว่ารีบเร่ง ลวกๆ เพราะกลัวมาไม่ทัน หรือเมาตามไม่ทัน หรือแกะกันไม่ทัน มีบางทีเห็นมือเบสของอีกวงวิ่งงานมาไม่ทันเอามือเบสของวงเก่าเล่นไปก่อนก็มี มันจะเป็นไปได้ไง มันต้องเทพมากๆ ถ้ามันเล่นกันได้ ปรากฏมันเล่นกันได้ครับ เออ แปลก พวกเพลง บิ๊กแอสส์ บอดี้สแลม ดา เอ็นโดรฟิน เล่นกันนัวเลย ได้หมด
อิจฉา สังคม รถติด อึดอัด ความลวกความกร่างมักตามมาครับ ไม่เฉพาะเรื่องดนตรีเท่านั้น ผมว่าเรื่องอื่นๆ ในสังคมด้วย ผมเชื่ออย่างนั้น
อยากให้มันดีขึ้นครับ ที่พูดถึงเนี่ย นั่งคุยกับคนที่คิดเหมือนๆ กัน เขาก็บอกว่า ก็ดีเวลาของจริงมาเล่นมันจะได้แตกต่าง แต่บางครั้งเราก็อยากเห็นของปลอมเล่นดีกว่าของจริงซะให้เข็ดสักที
ยิ่งหลังจากปีใหม่ที่ผ่านมา การจราจรติดแบบไม่แคร์สื่อ หรือจะติดแบบสื่อไม่แคร์ เชื่อมั้ยครับ อารมณ์สุนทรีย์ของความเป็นมนุษย์แทบจะไม่เหลือ การซ้อมดนตรีแทบจะไม่เกิดขึ้นกันเลย เผาๆ ลวกๆ กับงานกันไป ส่งงานกันทางอินเทอร์เน็ตครับ
นึกย้อนไปในอดีตเวลาจะเที่ยวกลางคืน หรือเที่ยวกลางวัน ค่อยๆ ขับรถไปสบายๆ ไม่ติดมากนัก ค่อยๆ จอดไม่ต้องแย่งกันจอด ขนาดจอดแบบวาเล่ย์ ไม่ต้องห่วงของจะหาย เดินเข้าไปในร้านมีคนพาไปนั่ง หรือถ้าคนเยอะหน่อยก็พอจะมีให้ยืนตามบาร์ สั่งดื่มแล้วฟังเพลงจากวงดนตรีคนไทยเล่นเพลงสากลแบบเนียนๆ เลยครับ...
เริ่มจากเพลง Show me the way (Peter Framton) ต่อด้วย Abracadabra (Steve Miller Band) อยากเต้นก็ออกไปตรงฟลอร์เต้นรำครับ รับไปด้วยเพลง Talking in your Sleep( Romantics) ซัดต่อด้วย My Sharona ก่อนจะเป็นเพลง slow จากวง Rock well ในเพลง knife...จากนั้นก็เช็กบิลแล้วกลับบ้านแบบเบาๆ ด้วยข้าวต้มซอย 55 แบบไม่ต้องรีบ
เดี๋ยวนี้สั่งปุ๊บแม่งเช็กบิลปั๊บแบบไม่ไว้หน้ากันเลย มีแต่โต๊ะวางเหล้าครับ ไม่มีเก้าอี้ เหนื่อมาทั้งวันยังต้องมายืนดื่มกันอีก แถมถ้าไปเข้าห้องน้ำพร้อมกันหายไปนานๆ โดนแย่งโต๊ะอีก คือถ้ายิ่งพูดจะมีแต่เรื่องไม่ค่อยดีมากยิ่งขึ้นครับ ผมเข้าใจในเรื่องของยุคสมัยมันเปลี่ยนไป คนเสพเพลงแบบฉาบฉวย โหลดกันมามั่ง แบ่งๆ กันฟังมั่ง ความเร่งรีบในยุครถติดแบบนี้ การฟังเพลงก็ลวกๆ แบบนี้แหละครับ
ยังมีครับ ยังมีบาร์ดีๆ วงดีๆ ต้องช่วยกันไปฟังบ้างนะครับ แต่มันจะแตกต่างกับบาร์วัยรุ่นสังคมหน้ากากแบบลวกๆ อย่างสิ้นเชิง หาเด็กสายเดี่ยวเสื้อยืดเอวต่ำคงยาก แถวหลังสวนก็มี แอ็ดเมคเคอร์ อนุสาวรีย์ ก็ต้องแซกโซโฟน อาร์ซีเอ ก็น่าจะ โอเวอร์โทน ทองหล่อก็ต้องไวน์บิ๊บเปอร์ หรือเพลงร็อกก็ต้อง ร๊อคผับครับ ช่วยกันไปอุดหนุนกันมั่ง อย่าให้เจ๊งนะครับ ถ้าจะเจ๊งน่าจะมีกองทุนช่วยแบบช่วยเฮติ น่าจะดี ทุกอย่างอยู่ที่ลูกค้า ลูกค้าคือคนฟัง ถ้าคนฟังชอบแค่นี้ คนเล่นก็ทำแค่นี้แหละครับ
อย่างนี้นี่เองที่ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ดนตรีเขาถึงไปไกลแบบกู่ไม่กลับ
"จิรายุส วรรธนะสิน"