ต่างไปจากในปัจจุบันนี้ที่นักธุรกิจใหญ่ในเมือง, คนหาของป่า คนทำนา หรือแม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงต่างมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เอาไว้ใช้งานทั่วหน้า ถึงขั้นที่ต้องมีการออกกฎหมายและระเบียบต่างๆ มาควบคุมการใช้โทรศัพท์อย่างเข้มข้นมากขึ้น
และในขณะที่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น ก็ทำให้คนใช้โทรศัพท์โดยเฉพาะที่อยู่ในระดับวัยยังไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง มีค่าใช้จ่ายจากการใช้โทรศัพท์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งหาทางแก้ไข
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การส่งข้อความสั้นส่งไปยังรายการโทรทัศน์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น “เช้านี้ สุรินทร์หมอกลงจัด”, “สงขลา อากาศร้อนจังเลย”, “ชัยนาท ฝนตกนะ”, “คลองตัน รถติดมาก” ฯลฯ แม้ว่าจะมีใครมากหน้าหลายตาค่อนขอดข้อความเหล่านี้ แต่ผมถือว่าอย่างน้อยก็ยังมีประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้าง ที่ทำให้รู้ถึงสภาพดินฟ้าอากาศและการจราจรของพื้นที่ต่างๆ แม้ว่าผู้ส่งข้อความจะต้องเสียค่าบริการบ้างก็ตาม
หรือแม้แต่ข้อความประเภท “พี่ปุ้ย ยิ้มหวานทุกวันเลยครับ”, “วันนี้คุณขวัญชนกแต่งตัวสวยมาก”, “ชอบ คุณกนก มากครับ”, “เสื้อคุณเอิ๊ก สวยจัง” ฯลฯ ผมก็ยังถือว่าเป็นการให้กำลังใจกับคนทำงาน เป็นการชมเชยกับคนที่ตนเองนิยมชมชอบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
แต่กับข้อความประเภท “คนเฮติสู้ๆ นะ เราขอเอาใจช่วย” อย่างนี้คนเฮติที่ไหนมันจะมาดูทีวีไทย หรืออ่านภาษาไทยที่ส่งมาให้เข้าใจได้ “รักพ่อ คำปอง และ แม่ทองเกิ้งนะ จากลูกแต๋ว ทองสุวรรณยังโคตร” อย่างนี้ก็น่าสงสัยว่าถ้า ลูกแต๋ว รักพ่อกับแม่จริง ทำไมไม่โทรไปบอกพ่อแม่โดยตรง หรือส่งข้อความสั้นไปก็จะเสียค่าบริการถูกกว่าที่ส่งมาตามรายการโทรทัศน์
การใช้เครื่องมือสื่อสารหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยขาดสติยั้งคิดเช่นนี้ ทำให้อุปกรณ์ทันสมัยกลายเป็นเครื่องสร้างความสิ้นเปลืองให้แก่ชีวิต จากของที่มีประโยชน์นับอเนกอนันต์ กลายเป็นเครื่องใช้ที่มีโทษมหันต์ไป
ถึงเวลาหรือยังครับที่ผู้ซึ่งได้รับประโยชน์จากเครื่องมือเครื่องใช้สมัยใหม่ เช่นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือแม้แต่หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งหลาย จะหันมาให้ความสนใจวิถีชีวิตของผู้คนและสังคมควบคู่กันไปกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการร่วมกันให้ความรู้ความเข้าใจการใช้งานเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้ประโยชน์กับชีวิตมากที่สุด และเกิดโทษต่อสังคมน้อยที่สุด
โดยหากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่หันมาให้ความสนใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกเหนือไปจากการขยายเครือข่าย และการพัฒนาทางด้านวัตถุ ก็คงจะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยในสังคมที่ออกมาตั้งคำถามว่า “การมีหรือไม่มีเครือข่ายหรือระบบใหม่ๆ เช่นระบบ 3จี จะทำให้เศรษฐกิจของคนไทยดีขึ้นตรงไหน หรือจะทำให้คนไทยฉลาดขึ้นหรือมีข้าวปลาอาหารกินกันอิ่มหมีพีมันมากขึ้นหรืออย่างไรครับ”
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ