เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2553 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีครูน้อย ทิมกุล เจ้าของมูลนิธิบ้านครูน้อย เป็นหนี้นอกระบบ จ่ายดอกเบี้ยวันละ 5 หมื่นบาท เพื่อนำมาใช้ดูแลเด็กว่า เป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เพราะไม่ได้เป็นเรื่องของการศึกษาโดยตรง ทั้งนี้ หากนักเรียนไปโรงเรียนจะมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก เพราะรัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างไรก็ตาม ตนเตรียมจะไปเยี่ยมครูน้อยและดูว่า จะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง
"พงศพัศ"เจรจาหนี้สินครูน้อยขอไม่ให้เก็บดอก
พล.ต.ท. พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังบ้านของ นางนวลน้อย ทิมกุล หรือ ครูน้อย ที่บ้านเลขที่ 319 หมู่ 1 ซอยราษฎร์บูรณะ 26 เขตราษฎรษ์บูรณะ กทม. เพื่อช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ของ ครูน้อย ซึ่งในเวลาต่อมานายกมล หรือ ป๋อ ถาวรวงศ์ อายุ 67 ปี เจ้าหนี้รายหนึ่ ง ได้ติดต่อเข้าพบกับ พล.ต.ท.พงศพัศ เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้จำนวน 8.5 แสนบาท แต่ครูน้อยแจ้งว่าเป็นหนี้อยู่เพียง 5.5 แสนบาท โดยนายกมล แจ้งว่าครูน้อยอาจจำไม่ได้ตนพร้อมจะนำหลักฐานมาแสดงอีกครั้ง ซึ่งในการเจรจาโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณาแล้วว่า ครูน้อย ได้เคยส่งเงินเป็นรายวันๆละ 7,000 บาท ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ก.ค.52 ซึ่งพิจารณาแล้วยอดรวมน่าจะครบจำนวน 5.5 แสนบาท จึงมีการเจรจาให้ยอดหนี้จำนวนนี้หายไป ส่วนยอดหนี้อีก 3แสนบาท ที่ครูน้อยอาจจะลืมไป ได้มอบหมายให้ ผู้กำกับ สน.ราษฏรณ์บูรณะ พิจารณาหลักฐานและให้ความช่วยเหลือโดยให้มีการผ่อนส่งโดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งการเจรจาทุกอย่างเป็นสามารถตกลงกันด้วยความเรียบร้อย
นายกมล ถาวรวงษ์หรือป๋อ กล่าวว่า ตนไม่ได้ต้องการดอกเบี้ย เพียงแต่ครูน้อยเสนอให้ในจำนวนหมื่นละ 200บาท ซึ่งตนไม่ได้เรียกร้องหรือทวงถามหนี้ เพียงแต่ตนแวะมาที่นี่บ่อย แต่ที่มาส่วนใหญ่จะมาเลี้ยงอาหารเด็กช่วยเหลือเด็กเป็นประจำ ซึ่งจะตกลงว่าจะหาหลักฐานมาชี้แจงกับตำรวจอีกครั้งหนึ่ง
ต่อมาได้มีเจ้าหนี้เดินทางมาที่บ้านครูน้อยอีกสามราย ประกอบด้วย นางอ้อ นายโอ๊ต และนายอัธ ซึ่งสามคนนี้มีเงินที่ครูน้อยยืมไปมูลค่าประมาณ 635,000 บาท ขณะที่เดินทางเข้ามาก็มีอารมณ์ฉุนเฉียว และต่อว่าครูน้อย ว่าทำไมไม่ยอมใช้หนี้ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแยกออกไปคุยต่างหาก เบื้องต้น พล.ต.ท. พงศพัศ ได้เจรจากับเจ้าหนี้ทั้งสามราย ว่าตกลงจะชำระเป็นเงินต้นโดยไม่มีดอกเบี้ยให้กับทั้งสามคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยนางอ้อเป็นเจ้าหนี้อยู่ 2 แสน 5 หมื่นบาท ส่วนนายโอ๊ตเป็นเจ้าหนี้อยู่ 6 หมื่นบาท ซึ่งนางอ้อต้องการดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงิน 6 แสนบาท ส่วนนายโอ๊ตต้องการดอกเบี้ยจำนวน 3 แสนบาท ซึ่งครูน้อยไม่สามารถนำมาจ่ายได้ จึงเกิดเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ทุกวันนี้
ส่วนลูกหนี้อีกรายชื่อ นายสมชาย รัตนิพนธ์ เดินทางมาถึงบ้านครูน้อย เปิดเผยว่า ตนเป็นเจ้าหนี้ครูน้อยอยู่ 7 แสนบาท โดยครูน้อยกู้เงินมาตั้งแต่ปี 2549 โดยครูน้อยกู้มาเรื่อยๆอย่างละนิดละหน่อย ซึ่งขณะนี้ทาง พล.ต.ท.พงศพัศ ได้ขอลดเงินต้นกับนายสมชาย ซึ่งนายสมชายกล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นเจ้าของเงินทั้งหมด และตนนำเงินมาจากเจ้าหนี้อีก3ราย โดยจะขอไปสอบถามดูก่อนว่า จะลดเงินต้นได้หรือไม่
จากการสอบถามนายสมชาย กล่าวว่า ตนได้เงินผ่อนมาจากครูน้อย เช่น ได้รับเงินมา 1 พันบาท ก็จะแบ่งเจ้าหนี้สามราย รายละ 300 บาท และเข้ากระเป๋าตัวเองประมาณ 100 บาท ซึ่งตัวเองไม่ได้ขูดรีดอะไร ไม่ได้เรียกร้องอะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้นำเงินมาทำอะไรมากมาย ครูน้อยกล่าวว่า ตนนำเงินมาดูแลเด็ก และเป็นค่าอาหารค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง พอเริ่มกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมา ก็จะเริ่มผ่อนให้อีกคนหนึ่ง จนกลายเป็นวนเวียนหนี้สิน ทำให้มีหนี้สินเยอะ ตนก็ละอายใจ ที่วันไหนไม่ได้ส่งเงินให้กับเจ้าหนี้ จึงจำเป็นต้องกู้เจ้าหนี้เพื่อหาเงินมาชำระหนี้
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางมาบ้านนางอ้อ อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ของครูน้อย เปิดเผยว่า ตนรู้จักครูน้อยมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ซึ่งการเงินของครูน้อยใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เช่นจ้างซักผ้า 500 บาท จ้างล้างจาน ส่วนเด็กที่มาอยู่บ้านครูน้อยก็ไม่ได้กินนอนที่นี่ มาเพียงแค่ทานอาหารเช้า ครูน้อยก็ให้เงินไปโรงเรียนตามระดับชั้น ให้ขนมติดไม้ติดมือไป และยังเปิดเผยอีกว่า ครูน้อยไม่ใช่คนจนอะไร อยากให้ผู้สื่อข่าวตามไปดูว่าครูน้อยมีทรัพย์สินอะไรบ้าง และอยากให้ติดตามเด็กที่ครูน้อยดูแลว่ามีพฤติกรรมอย่างไร และอีกอย่างหนึ่งคือ ครูน้อยได้ไปซื้อที่ดิน ที่ปราจีนบุรีอีก 70 ไร่ ซึ่งตนไม่รู้ว่านำเงินมาจากไหน หรืออาจะเป็นเงินบริจาคหรือไม่ อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบว่า ทำเพื่อประโยชน์สังคมหรือทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพราะเห็นว่าลูกชายมีรถป้ายแดงขับ แต่ทำทีเป็นใช้รถเก่าๆ พวกคนงานที่ออกไปพอกอบโกยไปแล้ว ก็มีบ้านหลังโตๆกัน อยากทราบว่าเอาเงินมาจากไหน
จากการสอบถามครูน้อย จากกรณีที่ถูกกล่าวหา ซึ่งครูน้อยปฏิเสธว่า เรื่องที่ดิน70 ไร่นั้นไม่เป็นความจริง ตนไม่ได้ซื้อไว้ และตนไม่มีทรัพย์สินใดๆ ลูกชายของตนก็ทำงานบริษัท ทำงานด้านไอที มีรถเก่าๆคันหนึ่ง ขับอยู่วิ่งขี่อยู่จนรถจะหลุดเป็นชิ้นๆ ตนยอมรับว่าตนเองผิด ที่ทำให้เรื่องราวเกิดขึ้นมา แต่สิ่งที่ตนเองทำไปเพราะต้องการช่วยเหลือเด็กและคนที่เดือดร้อน ไม่ได้กอบโกยหาประโยชน์ใส่ตนเองเลย โดยสมัยก่อนตนเองมีเงินให้คนอื่นยืม มีคนเดือดร้อน ตนเองก็ให้ยืม แต่ทุกวันนี้ตนเองกลายเป็นหนี้เสียเอง
ด้าน พล.ต.ท. พงศพัศ กล่าวว่า เบื้องต้นจะรวบรวมจำนวนหนี้สินทั้งหมด ว่ามีจำนวนเท่าไร แล้วจะไกล่เกลี่ยลูกหนี้รายย่อยทั้งหมด ว่าสามารถบริจาคให้กับครูน้อยได้ไหม หรือจะเป็นการผ่อนชำระอย่างเดียวโดยไม่มีลูกหนี้ หรือหาผู้ใจบุญมาช่วยใช้หนี้ก้อนโต เพื่อที่จะได้ไม่เป็นหนี้อีกต่อไป จะพยายามไกล่เกลี่ยเจ้าหนี้ทุกรายไม่ให้เก็บดอกเบี้ย และให้ครูน้อยสัญญาว่า จะไม่ไปกู้หนี้ยืมสินใครให้เป็นหนี้มากมายขนาดนี้อีก