กุมภาพันธ์วิกฤติ

สังคมไทยถูกปกคลุมด้วยข่าวลือ ข่าวร้ายอีกครั้ง เมื่อเกิดปรากฏการณ์ขึ้นอย่างน้อย 2 ประการ ประการหนึ่ง คือกำหนดวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

 ประการหนึ่ง คือ การเคลื่อนไหวของกองทัพบก แสดงพลัง และส่งสัญญาณเตือนถึงบทบาทความเป็นผู้พิทักษ์ความอยู่รอดของสังคม โดยผ่านรูปแบบการชุมนุมให้กำลังใจผู้บังคับบัญชา ในขณะที่รอบๆ บ้านก็วุ่นวาย ด้วยการท้าทายของสมเด็จฮุน เซน ในการเดินทางมาแสดงศักยภาพ ณ พื้นที่ทับซ้อน และอาจรุกคืบมาถึงปราสาทตาเมือนธม โบราณสถานของประเทศไทย

 สภาพของรัฐบาลไทยในชั่วโมงนี้ ก็มีนัยสำคัญไม่แตกต่างไปจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี 2534 กล่าวคือ มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล มีกรณีทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งมีหลายเหตุการณ์ที่สร้างความอึมครึมให้เกิดขึ้น เกิดสภาพวิตกจริตกันทั้งบ้านทั้งเมือง ครั้งนั้น พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำกองทัพเข้ายึดอำนาจ ในชื่อของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร จะเข้าสวมอำนาจ และก่อให้เกิดเหตุการณ์พฤษภาเลือดในเวลาต่อมา นี่ย่อมเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ปรารถนา

 คนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีแดง เหลือง สีน้ำเงิน ไม่มีความสุข อยู่ด้วยความกลัว ความหวาดระแวง ถึงแม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลยังรักใคร่เหนียวแน่นกันดี แต่ขณะเดียวกันพรรคร่วมรัฐบาลอื่นก็เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่สอดคล้องกับความต้องการของพรรคฝ่ายค้าน คือ วิธีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ ซึ่งจะนำประเทศไทยกลับไปสู่หล่มโคลนแห่งหายนะ ทำให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างมโหฬารอีกครั้ง นี่ก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง ที่อาจเป็นข้ออ้างของผู้พิทักษ์ความอยู่รอดของบ้านเมือง ที่ใช้เป็นข้ออ้างอมตะมาตลอด

 ปรากฏการณ์ความวุ่นวายสับสนของบ้านเมืองวันนี้ มีคำอธิบายง่ายๆ ว่า เป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายที่ต้องการรักษาอำนาจ และฝ่ายที่ต้องการแย่งชิงอำนาจ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเมือง แต่ที่เป็นประเด็นสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ผู้คน คือ การต่อสู้นอกกติกา ที่พร้อมแม้แต่จะใช้ความรุนแรงเพื่อยืนยันความถูกต้องของฝ่ายตน เดือนกุมภาพันธ์กลายเป็นเดือนแห่งข่าวลือ ซึ่งข่าวลือในสังคมไทยหลายครั้ง อาจนิยามได้ว่า เป็นเพียงข่าวจริงที่ยังเดินทางมาไม่ถึง แต่หากเกิดสถานการณ์ใดขึ้นมาก็ตาม โดยเฉพาะหากประวัติศาสตร์เดือนกุมภาพันธ์ ซ้ำรอย คนไทยไม่ว่าเสื้อสีใด ต้องต่อต้านอย่างสุดชีวิต