เทียบขุมกำลังเอ็กเซอร์ไซส์ปี49:53ผลัดยุคตท.10สู่บูรพาพยัคฆ์

เข้าสู่เดือนตัดสินชี้ชะตาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เป็นไปอย่างดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ

 ท่ามกลางกลิ่น "ปฏิวัติรัฐประหาร" ฉุนกึก เมื่อทหารแทบทุกกรมกองทั่วประเทศออกมาตบเท้าแสดงพลังต่อต้านการเคลื่อนไหวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ที่ออกมาหยามเกียรติ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

 แต่ก็มีการมองข้ามช็อตกันว่า เป็นการส่งสัญญาณปรามพวกที่คิดป่วนบ้านป่วนเมืองว่า ถ้ายังซ่าไม่เลิกจนเอาไม่อยู่จริงๆ ทหารก็ไม่คิดที่จะทนอยู่ในกรมกองแล้วเหมือนกัน !!

 นั่นก็เป็นการคาดคะเนกันไปตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อมี "ควัน" ย่อมมี "ไฟ" ฉันใด เมื่อมี "เหตุให้ปฏิวัติ" ก็มีโอกาสเกิดการ "ปฏิวัติ" ได้ฉันนั้น

 ทั้งนี้เพื่อประมวลสัญญาณต่างๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะขอนำเอาบทเรียนการปฏิวัติครั้งล่าสุด คือ 19 กันยายน 2549 มาเปรียบเทียบกับเงื่อนไข รวมทั้งขุมกำลังในกองทัพในปี 2553 ว่า มีโอกาสที่รถตีนตะขาบจะออกมาเพ่นพ่านกลางกรุงมากน้อยแค่ไหน

 โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่เร่งชนวนให้เกิดปฏิวัติปี 2549 คือ การข่าวที่แจ้งว่า มีนักการเมืองฮาร์ดคอร์ซีกรัฐบาลกำลังจะนำมวลชนฝ่ายสนับสนุนทักษิณมาชนกับม็อบพันธมิตรในวันที่ 20 กันยายน 2549 ซึ่งอาจทำให้เกิดการนองเลือดครั้งใหญ่

 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. (ในขณะนั้น) จึงตัดสินใจนำกำลังเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยมีรายงานว่า พล.อ.สนธิ มีคำสั่งให้พลร่มป่าหวาย หน่วยสงครามพิเศษลพบุรี จำนวน 3 กองร้อย เตรียมเคลื่อนกำลังเข้ากรุงตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน

 ทั้งยังสั่งการให้ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 (ในขณะนั้น) เตรียมกำลังจากกรมทหารราบ 11 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และหน่วยรถถัง ม.พัน.4 ให้เตรียมพร้อม ณ ที่ตั้ง รอรับคำสั่งปฏิบัติการ

 ขณะที่ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการให้ทหาร 10 กองพัน เตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งกองพลทหารม้าที่ 1 เพชรบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน โดยให้เบิกอาวุธและกระสุนเต็มพิกัด

 เมื่อถึงวัน.. ว. เวลา.. น. ในค่ำวันที่ 19 กันยายน ก็มีข่าวทหารรบพิเศษจำนวน 3 กองร้อย เคลื่อนกำลังเข้ากรุงเทพฯ ก่อนที่กำลังหลัก 3 กองพลที่ขึ้นตรงกับกองทัพภาคที่ 1 จะเคลื่อนพลยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกรุงเทพฯ ไว้ได้ทั้งหมด

 ส่วนกำลังพลจาก กองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งอีก 2 กองพล ในสังกัดกองทัพภาคที่ 1 คือ พล.2 รอ.ปราจีนบุรี และ พล.ร. 9 กาญจนบุรี รับผิดชอบตรึงกำลังเส้นทางสำคัญต่างๆ บริเวณเขตปริมณฑลที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ทั้งหมด

 กระนั้น เป็นที่ยอมรับกันมาทุกยุคทุกสมัยว่ากำลังที่สำคัญที่สุดในการปฏิวัติจะมาจาก 3 กองพลหลักในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น คือ 1.กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) 2.กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) 3.กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.)

 น่าสนใจยิ่งขึ้นว่า เมื่อปี 2549 ผบ.ทั้ง 3 กองพลหลักล้วนเป็นคนใกล้ชิด และเป็น "ตท.10" รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น คือ 1.พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต ผบ.พล.1 รอ. 2.พล.ต.ศานิต พรหมาศ ผบ.พล.ม.2 รอ. 3.พล.ต.เรืองศักดิ์ ทองดี ผบ.พล.ปตอ.

 ผบ.พล 3 คนนี้คุมกำลังในกรุงเทพฯ ถึง 15 กองพัน แบ่งเป็น พล.1 รอ. 6 กองพัน (กรมทหารราบที่ 1 และกรมทหารราบที่ 11 แห่งละ 3 กองพัน) พล.ม.2 รอ. จำนวน 3 กองพัน และ พล.ปตอ.อีก 6 กองพัน

 แต่ทั้งที่คุมกำลังมากถึงขนาดนี้ก็มิอาจ "ค้ำบัลลังก์" ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เพราะถูกปฏิบัติการ "หักเขี้ยว ตท.10" ด้วยการโยกย้าย 129 ผบ.พัน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2549 ซึ่งมีการโยกย้าย ผบ.พัน ที่ใกล้ชิด 3 ผบ.พล ออกไปแทบทั้งหมด

 ผลที่ได้คือ ผบ.พล.ตท.10 มีแต่ "หัว" แต่ไร้ซึ่ง "แขน-ขา" ทั้งยังถูกยุทธการตลบหลังด้วยการใช้อำนาจแม่ทัพภาคที่ 1 ของ พล.ท.อนุพงษ์ (ในขณะนั้น) สั่งการ ผบ.พัน โดยตรง ก่อนที่ 3 ผบ.พล จะถูกเรียกตัวไป "กัก" ที่ บก.ทบ. สิ้นฤทธิ์อย่างง่ายดาย

 ขณะที่ภาวะในปัจจุบันของ ผบ.ทบ. ที่ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ กลับมีขุมกำลังและอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่าในยุคของ พล.อ.สนธิ มาก โดยเฉพาะพี่น้อง "บูรพาพยัคฆ์" อันได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

 ส่วน 3 กองพลหลักก็อยู่ในมือของ พล.อ.อนุพงษ์ อย่างเบ็ดเสร็จทั้ง 1.กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) 2.กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และ 3.กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.)

 เรียกได้ว่า กำลังหลัก 3 กองพลทั้งราบ-ม้า-ปืน รวม 15 กองพัน ที่ผ่านการเขย่าโผมาหลายรอบอยู่ในมือเบ็ดเสร็จแล้ว

 ขณะที่ 2 กองพลหลักรอบกรุงเทพฯ ที่เป็นกำลังสนับสนุนเมื่อครั้ง 19 กันยา 49 ทั้งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร 2 รอ.) และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่ากังวลใจเช่นกัน

 โดยเฉพาะ พล.ร.2 รอ. ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เติบโตมาตั้งแต่เป็น ผบ.พัน-ผบ.พล ทั้งยังเป็นหน่วยแรกที่ออกมาตบเท้าแสดงพลังเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมาด้วย

 ฉะนั้นเรื่องถูกตลบหลัง "ปฏิวัติซ้อน" น่าจะตัดทิ้งไปได้เลย ส่วนเรื่อง "ปฏิวัติซ้ำ" เพื่อกระชับอำนาจให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตามการออกมาดักคอของคนเสื้อแดงจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ต้องดูสถานการณ์กันนาทีต่อนาทีในวันที่กองทัพแดงเคลื่อนพลว่าจะป่วนกันถึงขั้นไหน

 แต่บอกได้เลยว่า ถ้าทหารคิดจะปฏิวัติใน พ.ศ.นี้ คงไม่ง่ายอย่างแน่นอน

 1.ไม่มีใครเอาด้วย เพราะเข็ดแล้วกับการปฏิวัติเมื่อปี 2549 ที่ได้รัฐบาล "ขิงแก่" มาฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไป 1 ปี

 2.เสื้อแดงที่ประกาศใช้ "โล่มนุษย์" ล้อมหน้าค่ายทหารทุกที่ ซึ่งเสี่ยงต่อการนองเลือดมาก หากทหารคิดจะเคลื่อนพล

 ส่วนทหารเอง โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ ก็คงอยากเกษียณในปลายปี 2553 อย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเช็กบิลทีหลัง แต่ความฝันกับความเป็นจริงจะได้ดั่งใจ พล.อ.อนุพงษ์ หรือไม่ ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ คงได้คำตอบกันแล้ว

ทีมข่าวความมั่นคง