ส่วนหนึ่ง ผมว่าบ้านเรามีคำขวัญเกร่อไป สอนให้เด็กท่องกันเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่เข้าใจแก่นแท้ ไม่มีใครเน้นแผนปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม
ที่น่าเสียใจยิ่งกว่า เมื่อวันเด็กผ่านไป คำขวัญก็กลายเป็นแค่อดีต เป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครใส่ใจ แล้วรอวันเด็กปีหน้า เพื่อท่องอันใหม่ ก็แค่นั้น
ไหนๆ พูดถึง “เด็ก” ผมอดห่วงต่อไม่ได้ เพราะไม่นานมานี้ เคยอ่านผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่มีต่อเยาวชนไทย ในเขตกรุงเทพฯ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “เด็กติดวัตถุนิยม” กลายเป็นปัญหาหลักที่คนส่วนใหญ่คิดว่าต้องได้รับการแก้ไขมากที่สุด ทั้งที่มองผิวเผิน ก็ไม่น่าจะซีเรียสเท่ากับเด็กติดยา หรือเด็กติดเซ็กส์ก่อนวัย
ก่อนมะเร็งจะคร่าชีวิต ก็ต้องอาศัยเวลาให้เชื้อร้ายบ่มตัว ค่อยๆ ทำลายเซลล์ ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่คงคิดไม่ต่าง ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งปัญหานี้อาจกลายเป็นมะเร็งทางสังคม จนคีโมไหนๆ ก็รักษาไม่ได้
เพราะต้องยอมรับว่า อาการนี้ทำให้จิตใจเด็กเปลี่ยนไป อยากได้ อยากเป็นเกินตัว ชอบการเลียนแบบ ทะเยอทะยาน นิยมของมีราคา เลยเถิดถึงกับยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้ ให้มีในสิ่งที่ต้องการ โดยการกระทำนั้นๆ อาจไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมก็อาจเป็นได้…
แต่อย่าเพิ่งโทษเด็กครับ เพราะเท่ากับมองกันที่ปลายเหตุ ผู้ใหญ่เองก็ต้องคิดให้ลึกซึ้งถึงต้นตอปัญหา ที่ผมว่าเกิดจากส่วนผสมที่คลุกเคล้ากันได้ดีเหลือเกิน
อิทธิพลของโฆษณาชวนเชื่อก็ดี ห้างร้าน แบรนด์ดังที่แข่งกันเซลก็ดี เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตที่ทำให้เด็กเข้าถึง เชื่อมกันเป็นเครือข่าย แชร์ข้อมูลกันได้ง่ายก็ดี
เหล่านี้หลอมรวมเป็นปัจจัยสนับสนุนปัญหาให้ค่อยลุกลามได้ไม่ยากเลย
ที่สำคัญ พ่อแม่ และคนใกล้ตัวก็อาจสร้างค่านิยมติดวัตถุให้แก่เด็กๆ ผ่านการเลี้ยงดู และสั่งสอนโดยไม่ตั้งใจ หรือไม่เจตนาก็อาจเป็นได้
ในเมื่อของบางอย่างอยู่เหนือการควบคุม แก้ได้ยาก คีย์เวิร์ดที่ผมฝากไว้คือ ลองมองอันที่ใกล้ตัวก่อน สำรวจตัวเองครับว่าเราเป็นหรือเปล่า ติดวัตถุมากน้อยแค่ไหน
แก้ที่ตัวเองให้ได้ โดยเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กๆ ได้เห็น แล้วก็ค่อยๆ สร้างภูมิต้านทานให้แก่พวกเขา สอนให้รู้จักค่าของเงิน สอนให้ “ซื้อของที่ต้องใช้” มากกว่า “ซื้อเพราะน่าจะได้ใช้”
สอนให้รู้ว่า คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ราคาหรือที่แบรนด์ ค่าของคนไม่ได้วัดกันที่ยี่ห้อที่ใส่ แต่อยู่ที่จิตใจ และการกระทำมากกว่า
ยิ่งกว่านั้น ต้องไม่ปลูกฝังค่านิยม “ลูกเราต้องเด่นกว่าใคร” โดยการทุ่มหาซื้อของแพง เพื่อให้ลูกๆ ได้ไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนด้วย
ควบคู่กับการสอนให้มีวินัยการเงิน ทำบัญชีง่ายๆ แบบเด็กๆ ได้เงินค่าขนมเท่าไหร่ ใช้อะไรไป เหลือเก็บเท่าไหร่ และตั้งใจจะเอาไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์
ทุกๆ ปี วันเด็กทีไร ก็จะได้ยินข่าวว่า สถานที่ราชการ ทำเนียบนายกฯ เปิดให้พ่อแม่ ผู้ปกครองพาบุตรหลาน ไปดู ไปเยี่ยมชม เด็กๆ ก็ดีใจที่ได้ขึ้นเครื่องบิน ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ
คงจะดีไม่น้อย ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครองได้สอนคุณธรรม ควบคู่กันไป ไม่ปล่อยให้เด็กๆ หลงติดกับอำนาจ วัตถุ สิ่งของ หรือของที่ตื่นตาตื่นใจอย่างเดียว
ถึงจุดนั้น ถ้าเด็กคิดได้ ก็ไม่ต้องสนใจคำขวัญแล้วครับ จะมีหรือไม่มี ก็ไม่น่าจะใช่ประเด็นแล้ว…
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
Chaiyapol.g@ktc.co.th