ไม่กล้ากระพริบตา เพราะขนาดขุนพลเพื่อไทยอย่าง "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ไปปักหลักอยู่ในพื้นที่ และ เวลาปิดหีบเลือกตั้งล่วงเลยมาหลายชั่วโมงแล้ว เพื่อไทย ก็ไม่กล้าแถลงข่าวเพื่อประกาศชัยชนะเสียที เนื่องเพราะยังไม่มั่นใจในผลคะแนน ที่ครั้งแรกออกมาว่า เพื่อไทยเฉือนชนะ ภูมิใจไทยที่ 3 พันกว่าคะแนน แต่พอการนับคะแนนเริ่มงวดเข้าทุกขณะ และปิดเกมส์ในช่วงประมาณ 18.00 น.เศษๆ พบว่าเพื่อไทยเฉือนชนะภูมิใจไทยแค่พันกว่าคะแนน ก็ยิ่งทำให้ แกนนำพรรคไม่กล้าประกาศชัดว่าตัวเองจะเลี้ยงฉลองชัยชนะในสนามเลือกตั้งนี้ดีหรือจะประกาศความพ่ายแพ้ในที ที่ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งแบบถล่มทลายอย่างที่เคยบอกเอาไว้
เพราะคู่แข่งอย่างภูมิใจไทยที่ส่ง "คมคาย อุดรพิมพ์" อดีตสมาชิกวุฒิสภา และ เป็นถึงภรรยาของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคามหลายสมัยลงชิงชัย ขับเคี่ยวกับ อดีต ส.ส. 7 สมัย อดีตรัฐมนตรี 4 สมัยอย่าง "ประยุทธ ศิริพานิชย์" ที่กระดูกแข็งไม่แพ้กัน ทำให้สนามนี้กว่าจะเอาชนะกันได้ เล่นเอาคนลุ้นนั่งไม่ติดเก้าอี้
แต่อย่างไรก็ตาม สนามนี้เป็นการพิสูจน์ชัดเจนว่า กระแสเสื้อแดงไม่ได้แรงอย่างที่คิด เพราะปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้ทำให้คะแนนของคนเสื้อแดงทิ้งห่างคนเสื้อน้ำเงินอย่างถล่มทลายเหมือนเมื่อก่อน เพราะคะแนนห่างกันแค่นี้ พิสูจน์ไม่ได้ว่าเสื้อสีไหนเจ๋งกว่า เพราะสนามนี้เปรียบเสมือน 5 รุม 1 เนื่องจาก ส.ส.เพื่อไทย 5 คน รุมกินโต๊ะ ภูมิใจไทยแค่คนเดียว แต่กระนั้น 5 รุม 1 ก็ชนะได้แบบเฉียดฉิว
เฉียดฉิวเพราะขนาดขุนพลเพื่อไทยอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ถูก "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" สายตรงจากเมืองนอกมาสอบถามถึงผลคะแนนของผู้สมัครจากมุมแดง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็ยังไม่กล้าตอบได้เต็มปากว่าตัวเองจะชนะได้อย่างที่คุยเอาไว้หรือไม่ ก็เพิ่งจะมายิ้มออกตอนฟ้าเริ่มมืด และคะแนนของเสื้อแดงหันมานำเสื้อน้ำเงินแบบต้องคิดแล้วคิดอีก บวกแล้วบวกอีกนี่แหละ
และเพราะสาเหตุนี่เองที่ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ต้องปักหลักฝังตัวหาเสียงในพื้นที่นานเกือบ 20 วัน ก่อนถึงวันชิงชัยกันจริงๆ รวมไปถึงแกนนำพรรคคนอื่นๆ ก็วนเวียนกันมาหาเสียงให้ผู้สมัครอย่าง "ประยุทธ" ไม่ขาดสาย รวมถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ปรึกษาพรรคก็ยังต้องลงพื้นที่เพื่อหาเสียงเช่นกัน
ในขณะที่ เพื่อนส.ส.ที่อยู่ในพื้นที่ก็ช่วยหาเสียงกันอย่างขะมักขะเม้น รวมไปถึง เพื่อนส.ส.เพื่อไทยในจังหวัดใกล้เคียงอย่างร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ก็มาลงพื้นที่ช่วยหาเสียงเช่นกัน เพราะไม่มั่นใจว่า "ประยุทธ"จะเอาชนะ "คมคาย"ในสนามที่"คมคาย"เคยกวาดคะแนนอย่างท้วมท้นได้หรือไม่
แต่ปัจจัยที่พอจะทำให้ "ประยุทธ"มาวินในวันนี้ได้ ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก เพราะดูตัวช่วยที่เรียงหน้ากันมา แบบ "แพ้ไม่ได้"แล้ว ก็ทำให้ "ประยุทธ"แบเบอร์มาตั้งแต่ต้น เพราะนอกจากมี ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่ 5 คนหนุนช่วยแล้ว ยังโชคดีที่สามารถผนึกฐานเสียงเก่าที่ทับซ้อนในพื้นที่อ.โกสุมพิสัย กับคู่ปรับเก่าอย่าง "กุสุมาลวตี ศิริโกมุท" ที่ย้ายเข้าเพื่อไทย ทำให้คะแนนเหมือนหมูอยู่ในอวย
ก่อนเลือกตั้งเพื่อไทยใช้วิธีหาเสียงโดยการเล่นปั่นกระแสคนเสื้อแดง และยังชูจุดขาย “พาทักษิณทวิตเตอร์กลับบ้าน” ทั้งการจัดเวทีปาศรัยถี่ยิบ บวกกับการใช้สื่อวิทยุท้องถิ่นของเครือข่ายคนเสื้อแดง ทั้งจากขอนแก่น และมหาสารคามโหมโรงช่วยเต็มที่ พ่วงด้วยการโฟนอินจากทักษิณมายังเวทีปาศรัยเป็นระยะ
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง "ภูมิใจไทย"ดูจะนิ่งไปสักนิด ไม่เน้นการปราศัยหาเสียงมากนัก แต่เน้นการแนะนำตัว และใช้เครือข่ายที่มีอยู่ และมีแกนนำพรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่น้อยมาก แต่ขนาดนั้นคะแนนเสียงก็ยังแรง เล่นเอาเพื่อไทยเสียวสันหลังวาบๆ ได้ทุกนาที
เพราะคะแนนที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ พื้นที่เลือกตั้ง อ.เมืองมหาสารคาม ที่คมคายครองคะแนนเสียงอยู่ ผลออกมาว่า คมคายได้คะแนนชนะ ประยุทธ เกือบหมื่นคะแนน และที่ อ.ชื่นชม คมคายได้คะแนนมากกว่า ประยุทธถึง 400 คะแนน นอกนั้นคะแนนของประยุทธมาวิน แต่มาวินแบบไม่มากนัก จึงทำให้คะแนนเฉือนชนะกันแค่หลักพันเท่านั้น
ก่อนปิดเกมส์ พับสนามเลือกตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำเพื่อไทย เปิดแถลงข่าว เพื่อประกาศชัยชนะในพื้นที่ โดยกล่าวขอบคุณชาว อ.โกสุมพิสัย ที่เทคะแนนทำให้ "ประยุทธ" เจ้าของพื้นที่ เฉือนชนะ "คมคาย" 8 พันกว่าคะแนน ซึ่งจะว่ากันไปแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกที่ "ประยุทธ" จะได้รับชัยชนะในพื้นที่นี้ เพราะพื้นที่นี้ เป็นบ้านเกิดและถิ่นหากินของ "ประยุทธ" อยู่แล้ว
และการแถลงชัยชนะครั้งนี้ของเพื่อไทย ที่ทำให้ "ประยุทธ"ได้นั่งเก้าอี้ส.ส.เป็นสมัยที่ 8 ก็คงจะเป็นการประกาศชัยชนะที่ยิ้มไม่ค่อยเต็มหน้าเท่าใดนัก เพราะวันนี้ เพื่อไทยคงรู้แล้วแหละว่า "เสื้อแดง"เริ่มจะแผ่ว และ หากมีการเลือกตั้งสนามต่อไป หืดอาจจะจับ และ สีแดงอาจจะไม่ใช่สีที่คนอีสานอยากจะใส่เหมือนเมื่อก่อนก็ได้.
โดย เอนก กระแจ่ม