ในรอบ 365 วันที่ผ่านมา มีเรื่องราวหลากหลายผ่านเข้ามาในชีวิต เรื่องดีๆ เป็นใครก็อยากเก็บบันทึกไว้เป็นความทรงจำ หากเรื่องเลวร้ายรับรองแทบไม่อยากเอ่ยปากถึง ปีเก่า 2552 ล่วงผ่าน ปีใหม่ 2553 เยื้องย่าง เอาความทรงจำดีๆ ไว้เป็นกำลังใจให้ดำเนินชีวิตต่อ เพื่อเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยกายใจที่เปี่ยมพลัง
หนึ่งปีล่วงผ่าน มีเรื่องราวอะไรน่าจดจำบ้าง ประเดิมเรื่องประทับใจมิรู้ลืมของเวิร์กกิ้งวูเมน ชาลอต โทณวณิก แห่งมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ซึ่งเล่าความทรงจำดีๆ ว่า เมื่อวันที่ 12-13 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้ขนลูกน้องในบริษัทร่วม 30 ชีวิต พร้อมผ้าห่มกันหนาวและอุปกรณ์กีฬาไปบริจาคให้แก่ผู้ด้อยโอกาสที่หมู่บ้านม้ง บ้านขุนต้า อ.เทิง จ.เชียงราย แม้จะต้องฝ่าความยากลำบากในการเดินทางจากตัวเมือง ที่ระยะทางเพียง 8 กิโลเมตร แต่กลับใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ด้วยถนนหนทางที่ยังไม่สะดวกสบาย แต่ทุกคนต่างรู้สึกยินดี เพราะโอกาสที่จะได้มาแสดงน้ำใจแบบนี้มีไม่บ่อยนัก
"หมู่บ้านนี้เดินทางค่อนข้างลำบาก ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น จึงทำให้คนที่จะไปช่วยค่อนข้างน้อย วันนั้นมีผู้ว่าฯ นายอำเภอ นายก อบต.มาร่วมงานด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนาทำไร่ เวลาบรรทุกผลผลิตออกมาขายต้องสิ้นเปลืองน้ำมัน ค่าขนส่งสูง ต้นทุนก็เลยสูง ไม่คุ้มค่าเหนื่อย พอมีข้าราชการไปกับเราด้วย ก็ทำให้เห็นปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องการคมนาคม เห็นสีหน้าแววตาแล้ว ดูพวกเขามีความสุขนะ แม้ความเจริญจะยังเข้าไม่ถึง แต่เขาก็มีความจริงใจ เป็นความทรงจำดีๆ ทั้งผู้ให้และผู้รับ" สาวเก่งผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อสารมวลชน แถลงไข
เรื่องของการเดินทางที่นอกจากจะสร้างความประทับใจแล้ว ยังถือเป็นการเปิดประสบการณ์ชีวิตและนำมาซึ่งความทรงจำดีๆ ของครอบครัว อย่างคู่หวานรักการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ "ตุ้ย" จารุจิตร ทองใหญ่ ณ อยุธยา และ ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ที่ประสานเสียงว่า เมื่อครั้งไปเที่ยวพักผ่อนพร้อมครอบครัวที่สหรัฐอเมริกาถึง 3 สัปดาห์ ในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ทุกคนประทับใจในธรรมชาติที่งดงาม และความเงียบสงบของต่างบ้านต่างเมือง
"เราหอบลูกๆ 2 คน น้องพรีมและน้องแพรนซ์ ไปเดินชายหาดที่เงียบสงบ แวะร้านขายของที่ระลึก ซื้อลูกอมเก๋ๆ และยาสีฟันแปลกๆ กลับมาเป็นที่ระลึกด้วย เป็นวันที่ดีสำหรับครอบครัวจริงๆ พอกลับมาเมืองไทย ยังติดใจอยู่เลย แต่ปลายปีนี้เราจะเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ไปสัมผัสอากาศเย็นๆ อย่างเขาใหญ่ เขาค้อ ไปกันเยอะๆ สนุกดี พักสักคืนสองคืน แล้ววกกลับมาต่อหัวหินใช้เวลาสัก 15 วัน ขับรถไปเองนะ จะได้ไปไหนก็ได้ตามใจ สำหรับปีหน้าก็ไม่คาดหวังว่าจะเป็นอย่างไร แค่ทำทุกวันให้ดีมีความสุขก็พอ" คู่หวานบอก
นั่นเป็นเรื่องของคู่รักที่อยู่กินกันมานาน สำหรับ "ปั๊บ" ปิพณ พึ่งบุญพระ หนุ่มนักธุรกิจวัย 28 ปี ทายาทธุรกิจพันล้านเหมืองถ่านหินและลิกไนต์ "ลาวาลี" ที่เพิ่งจะออกเรือน บอกว่า ประทับใจที่ได้เข้าพิธีแต่งงานกับศรีภรรยาคนสวย "กวาง" กุญช์ณิชา พรประภา ในช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งบ่มเพาะต้นรักกันมานานถึง 7 ปี ทั้งวันนั้นยังเป็นเดือนเกิดของคุณแม่ ลี พึ่งบุญพระ อีกด้วย
"เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เข้าพิธีแต่งงานกับคนที่เราตัดสินใจจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมด้วย งานผ่านไปได้ด้วยดี ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาเตรียมงานไม่มาก รู้สึกว่าแต่งแล้วความคิดก็เปลี่ยน ต้องคิดถึงอนาคต เผื่อมีลูก ต้องรีบสร้างฐานะให้สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้สบาย วันนั้นคุณแม่ก็ให้พรให้ใช้ชีวิตคู่กันอย่างเข้าใจ เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว เพราะคงไม่คิดแต่งงานหลายครั้ง (ฮ่า ฮ่า) สำหรับปีหน้าคาดหวังเรื่องโอกาสที่จะเข้ามามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในแง่ธุรกิจ หรือสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวครับ" ปั๊บบอกอย่างอารมณ์ดี
แต่สำหรับคนเป็นแม่อย่าง อรุณี ภิรมย์ภักดี คงไม่มีความทรงจำไหนเทียบเท่าที่ลูกชาย "ต๊อด" ปิติ ได้บวชทดแทนค่าน้ำนม โดยเจ้าตัวเผยความรู้สึกเปี่ยมสุขว่า มีความสุขสดชื่นเมื่อได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูกชาย ด้วยความสง่า น่าเลื่อมใสและการวางตัวอย่างสมถะที่ปรากฏ ลึกๆ จึงไม่อยากให้ลูกชายลาสิกขา
"ตอนที่ต๊อดบวชก็ไปร่วมสวดมนต์กับลูกตอนเช้า และค่ำ 3 ทุ่มทุกวัน แล้วยังนั่งสมาธิและเดินจงกรมด้วย รู้สึกว่าชีวิตสงบ มีสติมากขึ้น แต่พอใกล้ถึงวันที่พระจะสึกชักใจหาย จะคืนจีวรแล้วเหรอ ไม่อยากให้ถึงวันนี้เลย แต่ก็เข้าใจนะ ก็รู้ว่าลูกต้องทำงาน แต่ใจจริงถ้าเป็นไปได้อยากให้ลูกอยู่ในผ้าเหลืองนานๆ บวชแค่ 2 อาทิตย์ คิดว่าเร็วเกินไป" คุณแม่อรุณีออกอาการเสียดาย
ด้านเชฟคนดังเชื้อสายราชนิกุล "หมึกแดง" ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ยอมรับว่า ในปี 2552 แม้จะพบเจอสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สู้ประทับใจนัก แต่อย่างน้อยก็มีความประทับใจที่สุดสองเรื่องด้วยกัน เริ่มจากการได้เป็นเชฟกิตติมศักดิ์ของสถาบันด้านอาหาร "กอดองเบลอ" ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอยู่ 17 สาขา ได้ 5 ปีแล้ว โดยได้รับความอนุเคราะห์จากกระทรวงการต่างประเทศ ในโครงการ "ปริ๊นซิเปิล ออฟ ไทย คุกเกอร์" ทำให้ได้เผยแพร่อาหารไทยให้ทั่วโลกได้รู้ว่าอาหารไทยเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดอาหารของโลก ส่วนอีกเรื่องก็คือ ในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา
"เอาเรื่องแรกก่อน ผมว่าคนไทยชอบเรียนทำอาหารฝรั่งกันมาก ทำไมไม่รวมตัวกันและเผยแพร่อาหารไทย เมื่อผมมีโอกาสจึงไม่รอช้าที่จะลงมือทำ อยากให้มีคนมาเรียนรู้อาหารไทยกันเยอะๆ จะได้เชิดหน้าชูตาประเทศชาติ และที่ทำให้ประทับใจจนไม่ลืมถึงตอนนี้คือ เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระพลานามัยแข็งแรงขึ้น แล้วเสด็จออกมหาสมาคม พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คนไทย พระองค์ท่านทรงมีพระบารมีสูงส่ง คนไทยที่รอดูทีวีหรืออยู่สองข้างทางเสด็จฯ ในวันนั้นต่างน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มยินดี ตื้นตันใจที่พระองค์ท่านทรงพระเกษมสำราญ อยากให้คนไทยแสดงความรักความสามัคคีกันถวายแด่พระองค์ท่าน" เชฟคนดังกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เรื่องราวอันเป็นสิริมงคลที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศต่างเก็บบันทึกอยู่ในหัวใจ ยังทำให้ "นิดหน่อย" จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารใหญ่ค่ายสิงห์ ปลาบปลื้มไม่แพ้กัน โดยเจ้าตัวกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันว่า งานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ติดต่อกันหลายวันตลอดถนนราชดำเนินกลางและนอก โดยเฉพาะบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้น มีโอกาสไปร่วมงาน เห็นประชาชนจากทุกสารทิศให้ความสำคัญ ร่วมกันส่งเสียงร้องเพลงความหมายดีๆ พร้อมถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" ชวนขนลุก
"เป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ก่อนจะส่งท้ายปี 2552 นะ วันนั้นผมและคุณหญิงต้น ภรรยา รวมถึงลูกๆ ไปกันพร้อมหน้า บังเอิญว่าเป็นวันที่พี่แอ๊ด คาราบาว พี่ป้อมและพี่วสันต์ โชติกุล มาแสดงดนตรีด้วย เลยให้เกียรติเชิญภรรยาผมขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงด้วยกัน ส่วนผมและลูกก็ได้จุดเทียนชัยถวายพระพร เป็นห้วงเวลาที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ทำให้ปีที่ผ่านมาจบลงด้วยดี แล้วคิดว่าความรู้สึกดีนี้ก็จะกระโดดข้ามไปสู่ปีใหม่ ผมว่าจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ตัวเราทำนะ ถ้ารู้สึกดีตอนจบแล้วนำไปปฏิบัติทุกคน ก็น่าจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นได้ ขากลับได้นำเทียนชัยกลับมาเป็นสิริมงคลที่บ้านด้วย"
...ความทรงจำดีๆ ก็เหมือนกับยาวิเศษ ช่วยให้ชุ่มชื่นชูใจ และรู้สึกกระปรี้กระเปร่ายามได้หวนระลึกถึง
สวัสดีปีใหม่ 2553