และเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเวียดนามและหลายประเทศ คือ ประชาชนต้องยอมรับความสูญเสีย และต้องร่วมต่อสู้ปลดแอก มิฉะนั้นจะกลายเป็น “คนขายชาติ” ซึ่งต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างหนัก หรืออย่างน้อยก็ต้องยอมรับการเสียสละเพื่อนำมาซึ่งเอกราชอธิปไตยอันเป็นสมบัติส่วนรวมของคนในชาติ
จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อครั้งสงครามเวียดนาม ปฏิบัติการรุนแรงบ่อยครั้งของฝ่ายเวียดกงได้สร้างความสูญเสียและเสียหายให้แก่ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทั้งชายและหญิง ระเบิดที่ขว้างเข้าไปในที่สาธารณะหวังสังหารทหารจีไอ แต่มีผู้รับเคราะห์ชาวเวียดนามทั้งสตรี เด็ก และคนชรา ฯลฯ แต่ฝ่ายเวียดกงที่ถือเอาประชาชนเป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” กลับไม่เกรงว่าจะเสีย “งานการเมือง” ก็ด้วยเงื่อนไขแผ่นดินเวียดนามถูกต่างชาติยึดครองนี่เอง
ผิดกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่ไม่สามารถยกประเด็นถูกอเมริกายึดครองขึ้นเป็นเงื่อนไขสงครามได้ พคท.จึงต้องปฏิบัติการทุกครั้งอย่างระมัดระวังมิให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนมิฉะนั้นจะ “เสียงานการเมือง” ทันที
จากเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเลือกใช้ “การก่อการร้ายในเมือง” เป็นวิธีการหลักในการต่อสู้ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางทหารแบบเป็นกลุ่มก้อนในพื้นที่ชนบทและป่าเขาตามทฤษฎี “ป่าล้อมเมือง” ที่ลอกแบบมาจาก พคท. และความสำเร็จของจีนในสงครามปลดปล่อยเช่นในอดีตอีกต่อไป
ซึ่งต้องยอมรับความจริงกันว่า พวกเขากำลังประสบความสำเร็จไม่น้อย !!!
ขณะที่เมื่อหันมามองทางฝ่ายราชการและฝ่ายทหาร โดยทั่วไปดูเหมือนว่ายังคงยึดติดอยู่กับประสบการณ์และความสำเร็จในการยุติสงครามคอมมิวนิสต์ไทยในอดีต ด้วยนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” โดยพยายามใช้วิธีการประนีประนอม การพัฒนา การทำความเข้าใจ ฯลฯ หวังทำความดีเพื่อชนะจิตใจของประชาชนเช่นที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว
แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่ากลับไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ยังยึดมั่นถือปฏิบัติตามแนวทางนี้ ซึ่งด้านหนึ่งก็นับว่าถูกต้อง แต่อีกด้านหนึ่งที่คล้ายถูกละเลยความเป็นจริงว่า เหตุผลสำคัญของความล้มเหลวนั้น ก็เนื่องมาจากฝ่ายผู้ก่อการร้ายสามารถควบคุมพื้นที่ไว้ได้ด้วยการสร้าง “อาณาจักรแห่งความกลัว” ครอบคลุมทุกบรรยากาศของพื้นที่ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ดังนั้น เรื่องสำคัญเร่งด่วนสูงสุดของทางราชการคือ จะต้องขจัดอาณาจักรแห่งความกลัวให้สำเร็จโดยเร็วเสียก่อนเป็นลำดับแรก และต้องฟื้นฟูอำนาจรัฐให้กลับคืนสู่ความเข้มแข็งให้ได้โดยเร็ว มิฉะนั้นความพยายามต่างๆ ที่ทุ่มเทลงไปก็แทบจะไร้ผล ซึ่งอาจนำไปสู่ “การสิ้นสุดของความอดทน” ที่ทางฝ่ายผู้ก่อการร้ายรอคอยอยู่
ที่มาของความรุนแรงในพื้นที่ในลักษณะของการก่อการร้ายในเมืองนี้ เกิดจากการที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายตระหนักดีว่า ฝ่ายตนไม่สามารถสร้างกองทัพประจำการขึ้นต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดินแดนได้เหมือนความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นในจีนและประเทศในอินโดจีน ที่เมื่อชนบทล้อมเมืองสำเร็จแล้วก็ใช้กำลัง “กองทัพประจำการ” เข้าเผด็จศึกยึดอำนาจรัฐเด็ดขาด ประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยาวนานของพวกตนที่เดินตามแนวทางนี้ได้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าไม่มีวันประสบความสำเร็จ
ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงมุ่งไปที่สร้างเงื่อนไขความรุนแรงเป็น “กับดัก” ให้ทางราชการใช้วิธีการรุนแรงแบบเหวี่ยงแหเข้าตอบโต้อย่างไร้สติเช่นในอดีตจนสถานการณ์ในพื้นที่ควบคุมไม่ได้ แล้วยกระดับจากปัญหาภายในประเทศเป็นปัญหาระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรณีติมอร์ตะวันออกซึ่งแยกตัวสำเร็จจากอินโดนีเซียในที่สุด
แต่ยังนับว่าน่ายินดี ที่ปรากฏว่าทางราชการมิได้ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามแต่อย่างใด อันอาจมาจากบทเรียนเมื่อครั้งสงครามคอมมิวนิสต์ไทย แม้กรณีมัสยิดกรือเซะและกรณีตากใบจะสร้างความเสียหายต่อทางราชการมาก แต่ก็ได้รับการปัดเป่าเยียวยาอย่างจริงใจและทันท่วงทีทำให้ปัญหาไม่บานปลาย
ดังนั้น กล่าวได้ว่า ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายกำหนดไว้เช่นนี้ ยังไม่บรรลุผล แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ทางราชการจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งต่อไป
รวมทั้งต้องหาทางรุกกลับให้จงได้...
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์