"นั่งไม่ติด"

ยิ่งใกล้ตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้ "ทักษิณ" มีอาการเครียดมากขึ้น

 จะเห็นได้จากการโฟนอินของ "ทักษิณ" บนเวทีเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า "ถ้าจะให้ผมหยุด หรือพูดกับเสื้อแดง ต้องถามว่า ถ้าปล้นเขา เอาทรัพย์เขาไป แล้วบอกเขาอยู่นิ่งๆ นั่นไม่ถูกต้อง แต่ถ้าคืนความเป็นธรรมให้ก็สามารถมาคุยกับผมได้ทุกเรื่อง..."

 นี่เป็นการส่งสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์มีนัยหากมีการคืนทรัพย์สินและคืนความเป็นธรรมพร้อมหยุดการเคลื่อนไหวและเจรจาทุกเรื่อง

 แต่ดูเหมือนว่า "รัฐบาล" จะเพิกเฉยต่อคำร้องดังกล่าว

 ขณะที่คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ก็เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพราะการไต่สวนพยานฝ่ายอัยการจะเหลือเพียงอีก 2 นัดเท่านั้น

  โดยในวันอังคารที่ 15 ธันวาคมนี้ ศาลไต่สวนพยานของอัยการนัดอีก 2 ปาก คือ "วิวัฒน์ สุทธิภาค" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี เกี่ยวกับประเด็น "ดาวเทียมไอพีสตาร์" ต่อจากที่ "พล.อ.อ.บุญจง อุดมสรยุทธ" เคยเบิกความไว้แล้ว และ "มิตร เจริญวรรณ" ตัวแทนสหภาพแรงงานบริษัท ทศท จำกัด (มหาชน)

 ส่วนนัดที่ 2 คือ วันอังคารที่ 22 ธันวาคม ศาลนัดไต่สวน "กล้านรงค์ จันทิก" คณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เบิกความในประเด็นการซุกหุ้น กับ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" อดีต รมว.ต่างประเทศ จะเบิกความปิดท้ายในประเด็นให้ธนาคารเพื่อการส่งออก (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยกู้ให้แก่พม่า

 ซึ่งการไต่สวนพยานที่ผ่านมาข้อมูลที่ออกมาถือว่าไม่เป็นผลดีต่อ "ทักษิณ" !!!

 สำหรับในประเด็น "ดาวเทียมไอพีสตาร์" ถูกมองว่ามีการละเว้นไม่บังคับการทำตามสัญญาให้บริษัทชินแซทเทลไลท์ ต้องยิงดาวเทียมไทยคม 4 มูลค่า 4 พันล้านบาท ตามสัญญาที่ให้ไว้กับกระทรวงคมนาคม แต่มีการผ่อนผันให้ยิงดาวเทียมไอพีสตาร์แทน พร้อมทั้งช่วยเหลือแก้ไขสัญญาให้บริษัทชินคอร์ปลดภาระการลงทุนในบริษัทชินแซทเทลไลท์ลงได้อีก จาก 51% เป็น 40% เพื่อเปิดโอกาสให้ระดมทุนจากตลาดทุนไปใช้ลงทุนในโครงการไอพีสตาร์ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการลดภาระลงทุนที่ต้องทำตามสัญญาเป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท 

 ขณะที่การเบิกความปิดท้ายในประเด็น "การปล่อยกู้ให้พม่า" โดย "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" ถูกมองว่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ "ทักษิณ" ไม่มีข้อโต้แย้ง

 เนื่องจากมีรายงานว่า ในการขึ้นเบิกความของ "สุรเกียรติ์" คาดว่าฝ่ายอัยการจะนำพยานเอกสารสำคัญตีตรา "ลับ" ที่ "สุรเกียรติ์" เคยให้การกับ  คตส.จนกลายเป็นพยานเอกสารในสำนวนคดีเอ็กซิมแบงก์

 ซึ่งเป็นหนังสือที่ "สุรเกียรติ์" ได้ทำถึงสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสมัยเป็น "รมว.การต่างประเทศ" เพื่อแจ้งความเห็นประกอบการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 

 โดยสาระสำคัญของเอกสารชี้ให้เห็นว่า "ทักษิณ" เป็นผู้สั่งให้เอ็กซิมแบงก์เพิ่มวงเงินกู้ให้พม่าอีก  1,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีการเจรจาไว้ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำวงเงิน 1,000 ล้านไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซทเทลไลท์

 ขณะนั้น "สุรเกียรติ์" แสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะเป็นปัญหาทางกฎหมายในเรื่องการถือประโยชน์ทับซ้อน

 แต่ "ทักษิณ" ได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. และได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม และในที่สุดก็มีการปล่อยกู้ให้พม่า

 ต้นปีหน้าคงต้องรอดูบทสรุปของคดียึดทรัพย์ของ "ทักษิณ" เพราะขณะนี้ผู้มีความรู้ด้านกฎหมายเริ่มคาดเดากันว่าคดีนี้จะยึดหมดทั้ง 7.6 หมื่นล้าน หรือยึดเพียงครึ่งเดียว

 แต่ไม่ว่าจะเท่าไหร่ก็ทำให้ "ทักษิณ" นั่งไม่ติด ต้องบินเข้า-ออกประเทศกัมพูชาเป็นว่าเล่น!


 สมถวิล เทพสวัสดิ์