แล็ปท็อปรุ่นใหม่‘ขยะพิษ’ยากกำจัดทิ้ง

แล็ปท็อป รุ่นใหม่ๆ กำลังเป็น ‘ขยะพิษ’ ก้อนโต ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขยะพิษในชีวิตประจำวัน ซึ่งกำลังกลายเป็น "ขยะอันตรายจากชุมชน" ในอนาคต

 แหล่งข่าวจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ล่าสุดมีปริมาณขยะอันตรายจากชุมชน โดยพบว่าสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2551 มีปริมาณขยะอันตรายจากชุมชนเกิดขึ้นประมาณ 4.1 แสนตันต่อปี

 มีรายงาน Toxic Tech : Not in Our Backyard ของกรีนพีซบ่งชี้ว่า ตลาดผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยกำลังมีอัตราการเติบโตสูง เฉพาะในปี 2550 มีการใช้โทรศัพท์มือถือถึง 41.8 ล้านเครื่อง และหากย้อนกลับไปในปี 2547 ยุคทองของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ พบว่ามียอดขายสูงถึง 7.5 แสนเครื่อง และจอมอนิเตอร์ 5.5 แสนจอ ส่งผลให้เกิดปัญหาซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามมา

 ข้อมูลการศึกษาโครงการจัดทำมาตรการเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ของกรมควบคุมมลพิษ พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 12 ต่อปี ไม่นับรวมขยะอันตรายชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ทั่วไป อาทิ ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงและศัตรูพืชซึ่งใช้กันมากในชนบท กระป๋องสเปรย์ ซึ่งใช้กันทุกเพศทุกวัย และทิ้งสารตกค้างในสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย สิ่งที่น่ากังวลคือ การจัดการกลับเป็นไปอย่างไร้ระบบและประสิทธิภาพ

 เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ คาดว่ามีปริมาณขยะอันตรายมากถึง 9,000 ตันต่อปี แต่กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บและจัดการกับขยะเหล่านี้ได้เพียงประมาณ 52 ตันต่อปีเท่านั้น

 สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากบ้านเรือนจะถูกรวบรวมโดยผู้รับซื้อของเก่า และบางส่วนถูกนำไปบริจาคให้สถานที่ต่างๆ แล้วผู้รับซื้อของเก่าหรือผู้รับบริจาคก็นำไปคัดแยกชิ้นส่วนเป็นวัสดุชนิดต่างๆ เพื่อนำไปขายต่อ

 ส่วนวัสดุที่ขายไม่ได้จะถูกทิ้งไปโดยไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง ส่งผลให้การควบคุมการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปได้ยาก เนื่องจากเป็นการจัดการที่ไม่มีระบบกำกับดูแล และเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลสถิติปริมาณซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศที่คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการวางแผนการจัดการที่ดีได้

 ขยะอันตรายจากชุมชนมีสารอันตรายเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เช่น ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีสารโบรมีนเป็นส่วนประกอบในกล่องสายไฟและแผงวงจรเป็นสารก่อมะเร็ง สารตะกั่วซึ่งเป็นส่วนประกอบในลวดบัดกรี แบตเตอรี่ หากเข้าสู่ร่างกายจะทำลายระบบประสาท ระบบเลือด

 รวมทั้งพัฒนาการของสมอง สารแคดเมียมเป็นส่วนประกอบในชิ้นส่วนพวกวัสดุกึ่งตัวนำ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดอาการปอดอักเสบอย่างรุนแรง ไตวาย และเกิดโรคอิไตอิไต และสารปรอทเป็นส่วนประกอบที่อยู่ในหลอดฟลูออเรสเซนต์กับสวิตช์ต่างๆ หากเข้าสู่ร่างกายจะทำลายระบบประสาทส่วนกลาง


 เปรียบเทียบปริมาณซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 
ปี 2546 จำนวน 58,000 ตัน 
ปี 2547 จำนวน 70,000 ตัน