ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที ) เปิดเผยว่า กระทรวงไอซีทีจะตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมทั้งหมดว่าสัญญาใดทำให้รัฐเสียหาย คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 90 วัน ตามมติ ครม.เศรษฐกิจ แต่จากการหารือเบื้องต้นกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ยืนยันว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ผ่านมา รัฐไม่ได้รับความเสียหายใดๆ
"ในช่วงดังกล่าวก็มีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานอัยการสูงสุดหรือนักกฎหมายร่วมด้วย ดังนั้นหากมีปัญหาเหตุใดจึงไม่มีการท้วงติง และยังเป็นการทำตามมติบอร์ดของทั้งสององค์กร" ร.ต.หญิงระนองรักษ์ กล่าว
ด้านนายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการทีโอที กล่าวว่า การแก้ไขสัญญาสัมปทานกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส โดยเฉพาะบริการบัตรเติมเงิน (พรีเพด) โดยจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ทีโอทีร้อยละ 20 ของรายได้ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างราคา เพราะทำให้เกิดการแข่งขันและราคาค่าบริการถูกลง และทำให้ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้เดิมมีผู้ใช้โทรศัพท์แบบเติมเงินเพียง 1.4 ล้านเลขหมาย แต่หลังจากมีการแก้ไขสัญญาเพียง 1 ปี มียอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น 3.8 ล้านเลขหมาย และเพิ่มเป็น 28 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ส่วนรายได้จากสัมปทานของทีโอทีก็ได้เพิ่มจาก 43 ล้านบาท เป็น 9,100 ล้านบาท และปัจจุบันทีโอทีมีรายได้จากสัมปทานเอไอเอส 1.8 หมื่นล้านบาท
ขณะที่นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท ชี้แจงว่า กสท ได้ต่อสัญญาสัมปทานกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ที่สิ้นสุดในปี 2549 และเมื่อต่อสัญญา ทำให้ กสท มีรายได้และทรัพย์สินเพิ่มกว่า 9 หมื่นล้านบาท และยังทำให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่คือ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี ทำให้มีผู้ให้บริการหลายราย ลดการผูกขาด เกิดการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้ราคาค่าโทรศัพท์ถูกลง ซึ่งผู้บริโภคได้ประโยชน์