"วันนี้ยังมีเรื่องที่น่าห่วงใยเกิดขึ้นอีก คือ กัมพูชาปิดน่านน้ำแล้ว ไม่ให้เรือไทยผ่านไป และห้ามจับปลาในเขตน่านน้ำ ส่วนจะเกิดเพราะเหตุใดยังไม่ทราบ ซึ่งเรือไทยที่เข้าไปจับปลาในน่านน้ำตกวันละประมาณ 1,000 ลำ คงจะลำบากกันหน่อย"
ก่อนที่ประเด็นจะลุกลามไปใหญ่โตกว่านั้น ทางการไทยจึงดาหน้ากันออกมาชี้แจงว่า มีการสั่งไม่ให้เรือประมงไทยเข้าน่านน้ำเขมรจริง แต่เป็นเพียงการ "ทบทวนสัมปทานการประมง" ของ "ผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกงคนใหม่" ตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น
เมื่อพิจารณาจากคำยืนยันของฝ่ายต่างๆ รวมทั้งหน่วยทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ทางทะเลทางด้านตะวันออก ซึ่งยืนยันว่า นายบุนเลิด พรหมเกสร ผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกงคนใหม่ ได้แจ้งการทบทวนสัมปทานการประมงมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ใช่จู่ๆ ก็มายกเลิกกะทันหัน
สรุปแล้วเรื่องนี้ พล.อ.ชวลิต จึงเข้าข่าย "พูดความจริงครึ่งเดียว" จนทำให้ผู้ที่ไม่รู้ความจริงผวากันไปหมด นึกว่านี่เป็นอีกดอกจากฮุน เซน
ถ้าดูจากเจตนาของ พล.อ.ชวลิต คงรู้ว่าเจ้าตัวมีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างไร ซึ่งคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดินเกมเพื่อผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา กับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้ว่าเกาะกงคนใหม่จะมีท่าทีอย่างไรต่อผู้ประกอบการเรือประมงไทยจากนี้ไปมากกว่า !
ส่วนผู้ที่ติดตามการเมืองภายในของกัมพูชาระยะนี้คงคุ้นชื่อ นายพัด สุภาภา เจ้าอาณาจักรเกาะกงมากกว่าใคร และคงคิดว่าผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดบนเกาะกงคงหนีไม่พ้นนายพัด หรือเสี่ยพัดนี่เอง
แต่ที่จริงแล้วผู้ว่าฯ เกาะกง ก็มีอำนาจบารมีไม่แพ้กันเลย เพราะการขออนุญาตทำธุรกิจต่างๆ บนเกาะกงต้องขออนุญาตผู้ว่าฯ เกาะกงเพียงคนเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ในกัมพูชายังมี "อำนาจเบ็ดเสร็จ" ภายในจังหวัดของตนเอง ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย และความมั่นคง ถึงขนาดสั่งการตำรวจ หรือสั่งเคลื่อนกำลังทหารในเขตจังหวัดของตนได้เลย !!!
ผู้ว่าฯ ในกัมพูชาจึงมีอำนาจยิ่งกว่าผู้ว่าฯ ซีอีโอของไทยมากนัก ซึ่งควรเรียกว่า "ผู้ว่าฯ ซูเปอร์ซีอีโอ" น่าจะเหมาะสมที่สุด
ยิ่งเป็นผู้ว่าฯ เกาะกง ก็ยิ่งมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะรัฐบาลกัมพูชามุ่งหมายให้เกาะกงเป็นเมืองท่าเทียบเท่า "ฮ่องกง" หรือ "มาเก๊า" ของจีน
ฉะนั้นการคัดเลือกคนที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ เกาะกงจึงต้องผ่านการคัดสรรมากเป็นพิเศษ โดยสเปกของผู้ว่าฯ เกาะกงที่สำคัญมี 2 ข้อ คือ
1.พูดภาษาไทยได้ หรือมีเชื้อสายคนไทยเกาะกง เพื่อประโยชน์ในการกระชับสัมพันธ์ และค้าขายกับคนไทย
2.ต้องมีความรู้ มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถทางเศรษฐกิจสูงเพื่อรองรับกับการพัฒนาเกาะกงในอนาคต
ดังนั้น ผู้ว่าฯ เกาะกงคนที่ผ่านๆ มาจึงล้วนเป็น "คนไทยเกาะกง" ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น นายยุทธ ภูทอง ผู้ว่าฯ เกาะกงคนก่อน
นายยุทธ ถูกเลือก เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วน คือ มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ ที่สำคัญคือ เป็นคนไทยเกาะกง และยังเคยเข้ามาเรียนหนังสือที่ จ.ตราด อีกด้วย
แม้ต่อมา นายยุทธ จะเกิดขัดคอกับเสี่ยพัดเมื่อปี 2551 เรื่อง "สัมปทานขุดทราย" ในแม่น้ำครางครืนจนมีข่าวจะถูกปลดพ้นเกาะกง แต่ด้วยสัมพันธ์อันดีกับ พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกฯ และรมว.กลาโหมกัมพูชา นายยุทธก็ยังหนังเหนียวอยู่ต่อได้อีก 1 ปี
ที่สุดนายยุทธก็ถูกโยกไปเป็น "ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา" ด้วยกำลังภายในของ พล.อ.เตีย บันห์ คนไทยเกาะกงอีกรายที่มีทั้งเพาเวอร์อย่างสูงในรัฐบาลกัมพูชา ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับคนไทยดีเยี่ยม เพราะเข้ามาโต และเรียนหนังสือที่เมืองไทย
ส่วนคนที่มาแทนนายยุทธ คือ นายบุนเลิด ซึ่งเป็นคนไทยเกาะกงเหมือนกัน และเคยมาเรียนที่ ร.ร.คลองใหญ่วิทยาคม จนจบชั้น ม.ปลาย จากนั้นก็กลับเกาะกงจนกระทั่งได้เป็นนายอำเภอนาเกลือที่เกาะกง และได้เป็นผู้ว่าฯ เกาะกง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน
ที่สำคัญคือ เขายังมีศักดิ์เป็น "น้องภรรยา" พล.อ.เตีย บันห์ และยังมีเครือข่ายญาติพี่น้องเป็นใหญ่เป็นโตที่เกาะกงหลายคน เช่น บุน ตุ๊ม ประธานหอการค้าจังหวัดเกาะกง หรือ บุน เบี้ยว ผอ.การท่องเที่ยวเกาะกง เป็นต้น
ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้ว่าฯ เกาะกง บวกกับความสัมพันธ์อันดีกับไทย จึงยากที่จะเกิดความขัดแย้งตรงชายแดนด้านนี้
ฉะนั้นถ้าไม่มี "ใบสั่ง" จากพนมเปญจริงๆ ก็เชื่อว่าสัมปทานประมงไทยคงได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ และไม่ได้มีอะไรในกอไผ่เหมือนที่ "คนไทยใจเขมร" จงใจจุดไฟตรงชายแดนขึ้นมาอีก
ทีมข่าวความมั่นคง