ภายใต้การนำของ "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายนจนถึงรุ่งเช้าวันที่ 2 ธันวาคมนี้ พร้อมทั้งหยุดพักการชุมนุมชั่วคราววันที่ 3-5 ธันวาคม ก่อนที่จะเริ่มชุมนุมอีกครั้ง
เพื่อเดินรุกกดดันรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภาก่อนสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้าในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตามบัญชา "นายใหญ่"
นับจากนี้จึงได้เห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในการปลุกระดมมวลชนผ่านสื่อทุกแขนงที่มีอยู่ในมือ บวกกับการส่งสัญณาณจาก "นายใหญ่" ผ่านเว็บไซต์ยอดนิยม "ทวิตเตอร์" ก่อนที่จะถึงวันดีเดย์
ไล่ตั้งแต่ "ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง" ด้วยการเคลื่อนไหวตามหัวเมืองใหญ่ เพื่อทำทุกวิถีทางล้มรัฐบาลให้ได้
เห็นได้จากการโหมกระแสข่าวเสื้อแดงเชียงใหม่หมายปลิดชีวิต "อภิสิทธิ์" ในระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมสภาหอการค้าทั่วประเทศที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ เป็นความจงใจส่งสัญญาณใช้ความรุนแรง เมื่อ "อภิสิทธิ์" ยืนยันเดินทางไปร่วมประชุมอย่างแน่นอน ซึ่งดูเหมือนว่า "หนุ่มมาร์ค" จงใจเดินทางไปเหยียบจมูกเสือ
ยามนี้ "หนุ่มมาร์ค" จึงเจอศึกรอบด้าน หลังจากต้องเจอศึกหนักความขัดแย้งกับกัมพูชา ผ่านยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย แต่หลังจากพักยกชั่วคราวรัฐบาลต้องมาผจญกับ "ศึกใน" เพื่อซ้ำเติมสถานการณ์ในช่วงที่รัฐบาลถูกซัดจนโซเซ เพื่อหวังให้รัฐบาลล้มทั้งกระดาน
แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ผิดจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะรูปแบบและขบวนการมีการพัฒนารูปแบบ ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงได้ตลอดเวลา เพราะต้องยอมรับว่าหลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงก่อจลาจลกลางกรุงในเหตุการณ์เดือน "เมษาเลือด" จนทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไป
แต่หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงและขบวนการทักษิณกลับไปตั้งหลัก นานร่วม 7 เดือน การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา ขบวนการทั้งหมดได้ผ่านการจัดทัพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมาใหม่
ผ่านการวางยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนผ่านสื่อทุกแขนงในมือ โดยเป็นหน้าที่หลักของแก๊งสามเกลอหัวขวด วีระ มุสิกพงศ์-จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในการปลุกระดมมวลชนผ่านโรงเรียนคนเสื้อแดงตามต่างจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ
ล่าสุดในวันที่ 23 พฤศจิกายน พานทองแท้ กับ พินทองทา ชินวัตร ร่วมกันเปิด วอยซ์ทีวี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อของเหล่าบรรดากองเชียร์เสื้อแดง หลังจากทดลองเปิดผ่านเว็บไซต์มาแล้วระยะหนึ่ง
ว่ากันว่า "โอ๊ค-เอม" จะให้สัมภาษณ์เปิดใจอะไรบางอย่าง ในการเปิดทีวีช่วยเหลือผู้เป็นพ่อ
ก่อนที่ตกเย็นจะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ก๊วนกอล์ฟของแกนนำเพื่อไทยอีกครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์การเมืองและการชุมนุม นำโดย สมชาย วงศ์สวัสดิ์, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, จรป 7. และ นต.10 ที่สนามกอล์ฟเลควูด คันทรีคลับ ย่านบางนา-ตราด
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวจากฝ่ายความมั่นคงว่ามีการฝึกซ้อมกำลังติดอาวุธในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมีการขนอาวุธเบาข้ามมาจากฝั่งของกัมพูชา และพร้อมที่จะสร้างสถานการณ์ตามแนวชายแดน หรือเดินทางมาร่วมสมทบที่เมืองหลวงได้ตลอดเวลา
ส่วนระดับยุทธศาสตร์ มีการใช้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรค หลังจากดึงกลุ่ม จปร.7 และกลุ่ม นต.10 เข้ามาเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วม เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งใต้ดินและบนดิน การเคลื่อนไหวทั้งหมดนอกจากจะเป็นการเกณฑ์ไพร่พลเพื่อประกาศแรงสนับสนุนแล้ว ยังเป็นการใช้กำลังและอาวุธเข้าประหัตประหารคนไทยด้วยกัน
มีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่า กัมพูชาพร้อมเป็นฐานรองรับหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย เพื่อรองรับเหล่าบรรดาแกนนำคนเสื้อแดงและบริวาร "ทักษิณ" ซึ่งเคยใช้ได้ผลมาแล้วในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด และยืนยันว่าขณะนี้แกนนำคนสำคัญ อย่าง จักรภพ เพ็ญแข ซุกหัวอยู่ในกัมพูชา
โดยมีกระแสข่าวว่า ทักษิณจะบินกลับมากัมพูชาอีกครั้ง เพื่อบัญชาการรบครั้งสุดท้ายด้วยตัวเอง
แน่นอนว่าในการประชุม ครม.สัปดาห์นี้ รัฐบาลเตรียมหารือถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จากเดิมรัฐบาลประกาศใช้เฉพาะเขตดุสิตเท่านั้น ขยายเป็นทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมดาวกระจายทั่วเมืองหลวง
โดยกำลังหลักของรัฐบาลยังคงต้องพึ่งบริการกองทัพผ่าน สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ซี้ปึ้กกับ 3 ทหารเสือราชินี "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.
นั่นเป็นเพราะว่าทั้ง 3 บิ๊ก คุมกำลังหลักของกองทัพ และเป็นกำลังหลักของรัฐบาล จึงทำให้กองทัพกลายเป็นตัวแปรและเงื่อนไข ที่อ่อนไหวต่อการประจันหน้าของทั้งสองฝ่าย
สอดรับกับความพยายามของบางฝ่ายต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อให้กองทัพเข้ามาแก้ไขปัญหา หรือใช้ความรุนแรงเหมือนกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังได้หาแนวร่วมด้วยการดึง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรักษาการ ผบ.ตร.เข้ามาเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อซื้อใจกลุ่มเสื้อเหลือง ในการต่อสู้ในยามที่เสื้อแดงประชิดตัว
บวกกับการจัดโครงสร้างภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ หลังการแต่งตั้งระดับรอง ผบ.ตร.และ ผบช.ทั่วประเทศ ที่สมประโยชน์กันทุกฝ่าย ทั้งค่ายสะตอ สีน้ำเงิน สีเขียว และสีเหลือง
แม้จะมีตำรวจบางส่วนยอมเทใจให้ "นักโทษชายทักษิณ" แต่กำลังหลักไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ว่าที่ ผบช.น.ยังเป็นสายใกล้ชิดรัฐบาล
นาทีนี้จึงถือว่าพร้อมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ส่วนใครจะแพ้หรือชนะ ต้องติดตามชนิด "ห้ามกะพริบตา"
ไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจจะเป็น "สงครามครั้งสุดท้าย" ของใครบางคน !
บัญชา แข็งขัน