วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

คม ชัด ลึกก้าวสู่ปีที่ 9

จดจำผู้เข้าใช้ ลงทะเบียนใหม่ ? ลืมรหัสผ่าน?

บทความ

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2552

ส่งต่อ ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

ประวัติศาสตร์แห่งปลายด้ามขวาน (9) : เสียงปืนแตกอีกครั้งหนึ่ง

    คมชัดลึก : รัฐบาลยุค พล.อ.เปรม ตระหนักในปัญหาการศึกษาของเยาวชนในภาคใต้ และถือเป็นลำดับความเร่งด่วนในการปรับปรุงระบบการศึกษาของเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลามให้สามารถแข่งขันในระดับมาตรฐานของรัฐได้

    อีกทั้งยังมีการให้สิทธิพิเศษแก่เยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐต่างๆ รวมทั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นต้น โดยมีโควตาพิเศษแยกจากการสอบคัดเลือกทั่วไป ซึ่งโครงการเหล่านี้ถูกละเลยความสำคัญเสียสิ้นในรัฐบาลต่อๆ มา

     ปัญหาเยาวชนที่ไม่มีอนาคตเหล่านี้จึงนับเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งต่อความไม่สงบในปัจจุบัน

     ผลจากการที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยต่อปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มานับตั้งแต่สิ้นสุดรัฐบาล พล.อ.เปรม ได้นำไปสู่ปัญหาสำคัญลำดับแรกคือ การใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามทำให้ต้องย้อนรำลึกไปถึงความไม่เป็นธรรมที่เคยได้รับในอดีตอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้นโยบายในการปราบปรามกวาดล้างยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งด้านหนึ่งนับว่าเป็นเรื่องถูกต้อง แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้เป็นเงื่อนไขในการแสวงประโยชน์ในทางมิชอบ และข่มเหงราษฎรผู้บริสุทธิ์ ไม่แตกต่างจากในอดีตเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนไม่น้อยใช้กฎหมายคอมมิวนิสต์เป็นเครื่องมือในการข่มเหงรังแกราษฎร

     ปรากฏข้อเท็จจริงในหลายพื้นที่ว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด ดังนั้นเมื่อมีนโยบายกวาดล้างยาเสพติดอย่างจริงจังของรัฐบาล เจ้าหน้าที่เหล่านี้จึงจำเป็นต้อง “ฆ่าตัดตอน” ผู้ค้ายาเสพติดโดยเฉพาะในระดับหมู่บ้านเพื่อมิให้ความผิดมาถึงตัว เหตุการณ์นี้ประชาชนในหมู่บ้านย่อมทราบความจริง นำไปสู่ความไม่พึงพอใจของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถึงที่สุด และกลายเป็นเสมือน “ฟางเส้นสุดท้าย”

     สถานการณ์ทั้งหมดนี้จึง “เข้าทาง” พวกหัวรุนแรงที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางแบ่งแยกดินแดน จนนำไปสู่เหตุการณ์คล้ายวันเสียงปืนแตกในอดีตของคอมมิวนิสต์ใทย นั่นคือ การเข้าปล้นปืนจากหน่วยทหารในนราธิวาสเมื่อเช้ามืด 4 มกราคม 2544 นับเป็นการประกาศ “สงครามปลดปล่อย” ครั้งใหม่ที่ยังคงยืดเยื้อยาวนานมาจนทุกวันนี้

     นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544 เป็นต้นมา กล่าวได้ว่าในช่วงต้นการแก้ปัญหาของทางราชการเป็นไปด้วยความสับสน โดยเฉพาะเมื่อเกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่มัสยิดกรือเซะและที่ตากใบ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดชอบบ่อยครั้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมในระดับชาติทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในต้นปี 2549 ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลไม่สามารถทุ่มเทความพยายามมาสู่การแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นผล ปัญหาจึงทวีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นตราบใดที่สภาพการณ์ทางการเมืองยังเป็นอยู่เช่นนี้ ย่อมส่งผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

     อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาจากทางราชการตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ยังคงถือได้ว่ามีความถูกต้องทางยุทธศาสตร์ กล่าวคือ ไม่ใช้ความรุนแรงปราบปรามแบบ “เหวี่ยงแห” ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เข้าร่วมกับขบวนการก่อการร้าย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก่อนการใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ปัญหาจึงอยู่ที่การแก้ปัญหาในระดับยุทธวิธีที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

     ฝ่ายทหารซึ่งลดระดับจาก “แกนนำรัฐ” เช่นในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์มาเป็นเพียง “กลไกรัฐ” เช่นในปัจจุบันได้พยายามนำประสบการณ์ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาในอดีตมาเป็นประโยชน์ การดำเนินยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ครั้งนั้น

     แต่สงครามครั้งใหม่นี้เป็นสงครามที่ไม่เฉพาะแต่ฝ่ายทหารเท่านั้นไม่คุ้นเคย เพราะรวมถึงส่วนราชการและสังคมไทยอีกด้วย

     ไม่มีใครในแผ่นดินนี้คุ้นเคยกับการก่อการร้ายแนวทางใหม่ครั้งนี้

    พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง
    ความคิดเห็น

    คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้หรือ สมัครสมาชิก