โดยเฉพาะกับการตั้งข้อกล่าวหา นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรบริษัทแคทส์ ในความผิดฐาน "การได้มาซึ่งข้อมูลลับ อันมีผลต่อความมั่นคงของชาติ" ซึ่งนับว่ารุนแรงมากในกัมพูชา
หากศาลกัมพูชาตัดสินว่า นายศิวรักษ์มีความผิดจริงจะต้องได้รับโทษจำคุกเป็นเวลานานถึง 10 ปี เลยทีเดียว !!
แม้ผู้บริหารของบริษัทแคทส์จะพยายามชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาของนายศิวรักษ์ไม่กระทบการดำเนินงานของบริษัท และบริษัทลูกอื่นๆ ในเครือสามารถฯ ทั้งหมดในกัมพูชา
แต่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้จะมีอะไรที่การันตีได้ 100% ว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่หาเหตุมาเล่นงานบริษัทในเครือสามารถฯ อีก โดยเฉพาะการส่งกำลังทหาร ตำรวจ พร้อมอาวุธครบมือเข้าควบคุมการดำเนินงานของบริษัทแคทส์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
พร้อมทั้งสั่งพักงานคนไทยในบริษัททั้งหมด และให้เจ้าหน้าที่ชาวกัมพูชาเข้าปฏิบัติงานแทน "โดยไม่มีกำหนด"
ข้ออ้างในการบุกเข้ายึดบริษัทแคทส์ และสั่งพักงานคนไทย แม้จะยังไม่มีตัวแทนรัฐบาลกัมพูชาออกมาแถลงชี้แจงอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นที่เชื่อว่า เป็นการหาข้ออ้างเพื่อค้นหาหลักฐานเชื่อมโยงพฤติกรรมของนายศิวรักษ์ ว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับบริษัทด้วยหรือไม่
เป็นการหา "ใบเสร็จ" หรืออาจแค่หา "ข้ออ้าง" มาปะติดปะต่อกันให้ดูสมจริงยิ่งขึ้นว่า คนไทย และบริษัทเอกชนของไทยในกัมพูชา กระทำตัวเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติกัมพูชา เนื่องจากกระทำตัวเป็น "สายลับ" ล้วงข้อมูลให้รัฐบาลไทยนั่นเอง
ใครที่คิดว่ารัฐบาลกัมพูชาจะยอมผ่อนเกมด้วยการปล่อยวิศวกรไทยง่ายๆ คงต้องคิดใหม่ เพราะการบุกเข้ายึดบริษัทแคทส์ครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนาชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชาต้องการเปิดศึกกับรัฐบาลไทยแรงขึ้นไปอีกขั้น
มีเจตนาชัดเจนที่ต้องการสร้างความตื่นตระหนกแก่นักธุรกิจไทยในกัมพูชา เพื่อต้องการ "ยืมมือ" นักธุรกิจไทยไปบีบรัฐบาลไทยให้เร่งดับชนวนอีกที เพราะรัฐบาลกัมพูชารู้ดีว่า มีธุรกิจไทยไปลงทุนในกัมพูชามากแค่ไหน
การใช้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างแคทส์เป็นประเดิม จึงเป็นแค่การ "เชือดไก่ให้ลิงดู" เพื่อขู่ว่า ทุกบริษัทสามารถที่จะตกเป็นเหยื่อได้ทั้งนั้น ถ้ารัฐบาลกัมพูชาพอใจ และสมประโยชน์กับอดีตนายกฯ ของไทย
ก็ขนาด "ตระกูลวิไลลักษณ์" ที่ซี้ย่ำปึ้กกับผู้นำเขมรมานาน ยังโดนขนาดนี้
การเดินหมากตานี้ นอกจากการหวังผลทางการเมือง ทั้งทางตรง และทางอ้อมแล้ว โปรดอย่าลืมมิติทางด้านเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะกิจการของเครือสามารถฯ ที่เป็น "กิจการโทรคมนาคม" ซึ่งทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องทุกปี
แค่ปี 2551 ปีเดียว เฉพาะบริษัทแคทส์บริษัทเดียวยังทำกำไรได้ถึง 962 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 4.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน
ดังนั้น ลู่ทางในการทำกำไรในกิจการโทรคมนาคมในกัมพูชายังคงเปิดกว้างอยู่เสมอ ขอเพียงมีสัมพันธ์อันดีกับผู้นำ และผู้บริหารระดับสูงในกัมพูชา
ตั้งแต่ปี 2535 ความสัมพันธ์ของผู้บริหารในเครือสามารถฯ กับผู้บริหารระดับสูงในกัมพูชา พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งเหนือกว่าคู่แข่งที่มีสัญชาติไทยเหมือนกัน แต่ซวนทรุดมาตั้งแต่เหตุปฏิวัติกัมพูชาเมื่อปี 2537 เพิ่งจะเริ่มฟื้นเมื่อรัฐบาลทักษิณ (2544-2548)
ทว่า เครือสามารถฯ ก็ยังสามารถครองสัมปทานโทรคมนาคมอันดับ 1 ได้อย่างเหนียวแน่น !!
แต่วันนั้นกับวันนี้ไม่เหมือนกัน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรัก "ทักษิณ+ฮุนเซน" ได้พัฒนามาจนถึงขีดสุด ถึงขนาดฮุน เซน ยอมถูกคนไทยก่นด่าทั้งชาติ หรือกระทั่งถูกคนทั้งโลกนินทาลับหลังก็ยอม เพราะเห็นแก่ชะตากรรมที่เพื่อนได้รับ
ท่ามกลางการจับตาการแบ่งเค้กทั้งบนปราสาทพระวิหาร และแหล่งก๊าซธรรมชาติ+น้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา
ถ้าขนาดปราสาทโบราณผุๆ พังๆ หลังหนึ่ง หรือขุมทรัพย์นับล้านล้านบาทในทะเล เพื่อนรักยังยกให้กันได้ง่ายๆ ประสาอะไรกับสัมปทานโทรคมนาคมเล็กๆ ที่จะเขี่ย "เพื่อนเก่า" แล้วมายกให้ "เพื่อนใหม่" ผู้มาแรง และมีโอกาสคุมเกมการเมืองในประเทศไทย
ทีมข่าวความมั่นคง