อย่างน้อยต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้รู้ข้อมูลว่าในสมัยประชุมส.ส.และส.ว.คนใดเข้าประชุมกี่ครั้ง เข้ามาแล้วร่วมประชุมและลงมติหรือไม่ หรือมาเซ็นชื่อแล้วออกไป มาประชุมครบเวลาตามที่กำหนดหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ส.ว.ประเภทเหลือบไรไม่ทำงานแต่อาศัยความเป็นส.ส.หรือส.ว.เกาะอยู่ในสภาทำให้สภาไทยตกต่ำ"
เป็นเสียงวิพากษ์อย่างดุเดือดของรสนาโตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภาสายเอ็นจีโอ ที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นเงินเดือน ส.ส.และ ส.ว. ที่ผ่านการพิจารณาของ ครม.มาหมาดๆ
แน่นอนว่าความเห็นของ"รสนา" มีมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อย โดยเฉพาะตั้งแต่เปิดสภาชุดล่าสุดนี้ ที่ดูเหมือนท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายจะทำหน้าที่ได้ไม่สมราคาค่าจ้างที่ได้รับจากภาษีของประชาชนเท่าใดนัก
สังเกตจากเกมตีรวนในสภาจนทำให้สภาล่มไม่เป็นท่าหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุองค์ประชุมไม่ครบ
เรียกได้ว่าเกือบจะครบขวบปีของรัฐบาลนี้ปรากฏว่าสภาล่มมากถึง 10 ครั้ง โดยแบ่งเป็น ส.ส. 6 ครั้ง และประชุมร่วมสองสภาอีก 4 ครั้ง
ไม่นับเนื้อหาสาระในการประชุมที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเน้นสำนวนโวหาร ใส่ร้ายป้ายสี และมุ่งที่จะป่วนไม่ให้การประชุมดำเนินไปได้ เข้าทำนอง "ชักใบให้เรือเสีย"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์การเมืองร้อนแรงที่พรรคเพื่อไทยรับใบสั่งจาก "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" เดินเกมป่วนในระบบ สอดประสานกับการเดินเกมป่วนนอกสภาของ "เสื้อแดง" เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ
ด้วยเหตุและปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดให้เห็นกันจะจะว่าคุณภาพของ "ท่านผู้ทรงเกียรติไทย" นั้น ยังไม่ผ่าน "คิวซี" จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะเกิดกระแสต่อต้าน ไม่ยอมให้เอาเงินภาษีไปผลาญเล่น
เพราะหลายกรณีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า"ทำงานไม่คุ้มเงินเดือน" !!
กระนั้นประเด็นการขึ้นเงินเดือนของส.ส. และ ส.ว.นั้น ใช่ว่าจะไม่เคยขึ้นมาก่อนเลย เพราะในสมัย "รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร" ได้อนุมัติให้ขึ้นเงินเดือนมาแล้วครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ.2547
ลองมาดูกันว่าเงินเดือนเงินประจำตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์ที่ ส.ส.และ ส.ว.ได้รับนั้น มันอู้ฟู่ขนาดไหน และที่จะได้รับเพิ่มนั้น เพิ่มเท่าไหร่ และคุ้มค่ากับการลงทุนด้วยภาษีประชาชนหรือไม่
ตำแหน่ง"ประธานรัฐสภา" และ "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" เงินประจำตำแหน่งปัจจุบันได้ 65,920 บวกเงินเพิ่มอีก 50,000 บาท รวมเป็น 115,920 บาท
ของใหม่ขอปรับเพิ่มเงินประจำตำแหน่งเป็น71,990 บาท บวกเงินเพิ่มอีก 50,000 บาท รวมเป็น 121,990 บาท
"รองประธานรัฐสภา" และ "ประธานวุฒิสภา" เงินประจำตำแหน่งปัจจุบันได้64,890 บาท บวกเงินเพิ่มอีก 45,500 บาท รวมเป็น 110,390 บาท
ของใหม่ขอปรับเพิ่มเงินประจำตำแหน่งเป็น70,870 บาท บวกเงินเพิ่มอีก 45,500 บาท รวมเป็น 116,370 บาท
"รองประธานสภาผู้แทน" "รองประธานวุฒิสภา" และ "ผู้นำฝ่ายค้าน" เงินประจำตำแหน่งปัจจุบันได้ 63,860 บาท บวกเงินเพิ่มอีก 42,500 บาท รวมเป็น 106,360 บาท
ของใหม่ขอปรับเพิ่มเงินประจำตำแหน่งเป็น69,750 บาท บวกเงินเพิ่มอีก 42,500 บาท รวมเป็น 112,250 บาท
"ส.ส." และ"ส.ว." เงินประจำตำแหน่งปัจจุบันได้62,000 บาท บวกเงินเพิ่มอีก 42,330 บาท รวมเป็น 104,330 บาท
ของใหม่ขอปรับเพิ่มเงินประจำตำแหน่งเป็น67,790 บาท บวกเงินเพิ่มอีก 42,330 บาท รวมเป็น 110,120 บาท
นอกจากนั้นยังได้ค่าเบี้ยประชุมในการประชุมกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการต่อครั้งอีกต่างหาก โดยอัตราเดิมที่ได้จากการประชุมกรรมาธิการ ครั้งละ 1,000 บาท และของใหม่เพิ่มเป็น 1,200 บาท ขณะที่เบี้ยประชุมอนุกรรมาธิการของเดิมได้ครั้งละ 500 บาท ของใหม่ เพิ่มเป็น 800 บาท
ไม่นับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์, การประกันสุขภาพในระหว่างดำรงตำแหน่ง, การเบิกจ่ายค่าเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ค่าที่พักกรณีพักค้างทั้งในและต่างประเทศ ค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทาง ฯลฯ ซึ่งรายจ่ายในส่วนนี้เป็นจำนวนเงินมหาศาลในแต่ละปี
จะเห็นได้เลยว่าหากกฎหมายขึ้นเงินเดือน "ท่านผู้ทรงเกียรติ" ครั้งนี้มีผลบังคับใช้ ต้องใช้เงินภาษีของประชาชนเพิ่มอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
เอาเฉพาะเงินประจำตำแหน่งบวกเงินเพิ่มรัฐบาลก็ต้องสูญภาษีประชาชนเพิ่มอีก 3,527,550 บาทแล้ว
นั่นหมายถึงว่าจากเดิมที่จ่ายอยู่63,582,420 บาท ต้องจ่ายเพิ่มถึง 67,109,970 บาท
งบประมาณในส่วนนี้ยังไม่นับรวมเงินเดือนของผู้ติดตาม "ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย" รวมถึงค่าเบี้ยประชุมอีกอื้อซ่า และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอีกนานัปการ
เพราะฉะนั้นก่อนที่"ท่านผู้ทรงเกียรติ" ผู้ไร้เกียรติทั้งหลายคิดจะขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง ได้โปรดช่วยกันถามตัวเองดังๆ หน่อยว่า "ทำงานคุ้มกับเงินเดือน" หรือไม่
ถ้าไม่...ก็ไม่สมควรขึ้น
เพราะมันไม่ต่างจากคำกล่าวที่ว่า"เลี้ยงเสียข้าวสุก" !
โต๊ะข่าวการเมืองสำนักข่าวเนชั่น