แต่พอรุ่งขึ้น คือวันที่ 18 พฤศจิกายน ท่ามกลางสัญญาณที่ดีขึ้นว่า อาจจะได้ตัววิศวกรไทยกลับบ้าน กลับมีข่าวที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก
หลังจากมีข่าว สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งให้กำลังทหารตำรวจบุกเข้าปิดบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส (แคทส์) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสามารถเทเลคอม และเป็นบริษัทของวิศกรไทยที่ถูกจับกุมให้หยุดทำงานชั่วคราว
ที่สำคัญ คือ สั่งห้าม "คนไทย" หยุดทำงานที่บริษัทดังกล่าวด้วย แต่พนักงานที่เป็นคนกัมพูชากลับอนุญาตให้ทำงานปกติ โดยไม่แจ้งเหตุผลที่แน่ชัดว่า เหตุผลที่สั่งห้ามคนไทยทำงานคืออะไรกันแน่ !!
ข่าวยังแจ้งด้วยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทดังกล่าวโทรศัพท์มาขอร้องให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ช่วยเคลียร์กับนายกฯ กัมพูชา แต่สุดท้ายก็เคลียร์ไม่สำเร็จ
น่าสนใจว่า การเล่นเกมชักเข้า-ชักออกของกัมพูชา เดี๋ยวก็ยอม-เดี๋ยวก็ยั่ว เหมือนต้องการปั่นหัวให้รัฐบาลไทยหัวหมุน ช่างตรงกับการเดินเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต เป็นอย่างยิ่ง
โดยในวันที่วิศวกรไทยเริ่มมีความหวังที่จะถูกปล่อยตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทวิตเตอร์มาแจ้งว่า ได้ประสานกับกัมพูชาให้ปล่อยตัววิศวกรไทยแล้ว แต่กัมพูชาขอสอบสวนก่อน
มองเผินๆ แม้ดูเหมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพยายามเล่นบท “พระเอก” เต็มที่ แต่น่าสังเกตว่า สาเหตุที่กัมพูชาไม่ยอมปล่อยตัวในทันทีที่ปรึกษานายกฯ กัมพูชาติดต่อไปมี “วาระซ่อนเร้น” อะไรหรือไม่
โดยเฉพาะหลังจากมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อสายถึง สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อขอให้ปล่อยตัววิศวกรไทย และมีข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปรับวิศวกรกลับบ้าน
กระแสก็ "ตีกลับ" ถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่า "ทักษิณ+ฮุน เซน+จิ๋ว" จัดฉากกระพือไฟความขัดแย้งโดยใช้ "ผู้บริสุทธิ์" เป็น "เหยื่อ" เพื่อดิสเครดิตรัฐบาลไทย
อีกทางหนึ่งก็พยายามชูบทพระเอกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่น หลังจากพลาดท่าเสียทีกับบท "พญาละแวก" ที่พนมเปญ และบทสัมภาษณ์กับไทม์สออนไลน์
การรีบปล่อยตัววิศกรกรไทยในทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ร้องขอ จึงดูเหมือนการ "เตี๊ยม" จนเกินไป ฉะนั้นการดึงเกมให้ช้าอีกสักนิด และให้ดูเป็นธรรมชาติอีกสักหน่อย จึงน่าจะดูแล้วสมบทบาท และพอจะเลี่ยงข้อครหาสมคบคิดกันได้บ้าง
จะว่าเป็นการพลิกเกมไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าก็ว่าได้ เพื่อไม่ให้ละครฉากนี้ถูกจับไต๋ได้ง่ายจนเกินไป !?
อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจ คือ หากมีการปล่อยตัววิศวกรไทยในตอนนี้ก็คงยากที่จะหาปมใหม่ๆ มายั่วโมโหรัฐบาลไทย และยิ่งมีการสั่งปิดบริษัทของคนไทย และห้ามคนไทยเข้าทำงานด้วยก็ยิ่งน่าจะเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่จะจี้ต่อมเดือดดาลของรัฐบาลไทยต่อไป
น่าสังเกตว่า การเลี้ยงไข้ เพาะเชื้อแห่งความชิงชังเอาไว้เรื่อยๆ เช่นนี้ แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกับบททวิตเตอร์ล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ส่งสัญญาณพร้อม "แตกหัก" กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ และสอดคล้องกับการประกาศล้มรัฐบาลของเสื้อแดงให้ได้ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม
คล้ายเป็นยุทธศาสตร์ตีกระหนาบ ใช้ทั้ง "ศึกนอก" และ "ศึกใน" ปั่นป่วนให้หนักที่สุดเพื่อล้มรัฐบาล หวังปิดเกมเร็วให้จงได้
สอดคล้องกับการประเมินของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ส่งรายงานให้ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่เชื่อว่า จะมีสงครามเกิดขึ้นภายใน 45 วัน โดยพุ่งเป้าไปที่การโจมตีอากาศ และการก่อวินาศกรรมในเมืองที่จะก่อเกิดความสูญเสียแก่พลเรือน
นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติงบประมาณให้แก่ทั้ง 3 เหล่าทัพไปดำเนินการให้มี "ความพร้อมรบ" ขั้นสูงสุด จึงมีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่า หน่วยข่าวความมั่นคงได้กลิ่นผิดปกติรุนแรงว่า อาจมีการเดินเกมแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุดเพื่อกระตุ้นให้เกิดสงครามให้ได้
ทั้งสงครามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และ "สงครามสีแดง" ในเมืองที่เริ่มชักธงรบกันแล้ว !!
แม้รัฐบาลจะพยายามดับชนวนความขัดแย้งทั้งทบทวนมาตรการตัดความช่วยเหลือกัมพูชาเพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้ปะทุกว่านี้ ส่วนฝ่ายกองทัพทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมของไทย กับ พล.อ.เตีย บัน รมว.กลาโหมกัมพูชา จะไม่ต้องการสงคราม
แต่อย่าลืมว่า "อำนาจสั่งการสูงสุด" อยู่ในมือ สมเด็จฮุน เซน ที่มีเงาทะมึนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทาบทับอยู่ชนิดแยกเงากับร่างไม่ออก
"สงคราม" จึงมีสิทธิเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถ้าแฝดเขมร "ฮุนษิณ" เห็นว่าจำเป็น และคุ้มค่าต่อการลงทุนให้อำนาจเปลี่ยนมือ !
ทีมข่าวความมั่นคง