ฮุน เซนปิดบ.ไทยพลิกเกมให้ทักษิณเร่งชิงอำนาจ

แม้รัฐบาลกัมพูชาจะยอมผ่อนเกมป่วนประสาทรัฐบาลไทย ด้วยการอนุญาตให้อุปทูตไทยประจำกรุงพนมเปญเข้าเยี่ยม นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยที่ถูกจับกุม ข้อหาจารกรรมข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน

 แต่พอรุ่งขึ้น คือวันที่ 18 พฤศจิกายน ท่ามกลางสัญญาณที่ดีขึ้นว่า อาจจะได้ตัววิศวกรไทยกลับบ้าน กลับมีข่าวที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก

 หลังจากมีข่าว สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งให้กำลังทหารตำรวจบุกเข้าปิดบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส (แคทส์) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสามารถเทเลคอม และเป็นบริษัทของวิศกรไทยที่ถูกจับกุมให้หยุดทำงานชั่วคราว

 ที่สำคัญ คือ สั่งห้าม "คนไทย" หยุดทำงานที่บริษัทดังกล่าวด้วย แต่พนักงานที่เป็นคนกัมพูชากลับอนุญาตให้ทำงานปกติ โดยไม่แจ้งเหตุผลที่แน่ชัดว่า เหตุผลที่สั่งห้ามคนไทยทำงานคืออะไรกันแน่ !!

 ข่าวยังแจ้งด้วยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทดังกล่าวโทรศัพท์มาขอร้องให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ช่วยเคลียร์กับนายกฯ กัมพูชา แต่สุดท้ายก็เคลียร์ไม่สำเร็จ

 น่าสนใจว่า การเล่นเกมชักเข้า-ชักออกของกัมพูชา เดี๋ยวก็ยอม-เดี๋ยวก็ยั่ว เหมือนต้องการปั่นหัวให้รัฐบาลไทยหัวหมุน ช่างตรงกับการเดินเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต เป็นอย่างยิ่ง

 โดยในวันที่วิศวกรไทยเริ่มมีความหวังที่จะถูกปล่อยตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทวิตเตอร์มาแจ้งว่า ได้ประสานกับกัมพูชาให้ปล่อยตัววิศวกรไทยแล้ว แต่กัมพูชาขอสอบสวนก่อน

 มองเผินๆ แม้ดูเหมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพยายามเล่นบท “พระเอก” เต็มที่ แต่น่าสังเกตว่า สาเหตุที่กัมพูชาไม่ยอมปล่อยตัวในทันทีที่ปรึกษานายกฯ กัมพูชาติดต่อไปมี “วาระซ่อนเร้น” อะไรหรือไม่

 โดยเฉพาะหลังจากมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อสายถึง สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อขอให้ปล่อยตัววิศวกรไทย และมีข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปรับวิศวกรกลับบ้าน

 กระแสก็ "ตีกลับ" ถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่า "ทักษิณ+ฮุน เซน+จิ๋ว" จัดฉากกระพือไฟความขัดแย้งโดยใช้ "ผู้บริสุทธิ์" เป็น "เหยื่อ" เพื่อดิสเครดิตรัฐบาลไทย

 อีกทางหนึ่งก็พยายามชูบทพระเอกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่น หลังจากพลาดท่าเสียทีกับบท "พญาละแวก" ที่พนมเปญ และบทสัมภาษณ์กับไทม์สออนไลน์

 การรีบปล่อยตัววิศกรกรไทยในทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ร้องขอ จึงดูเหมือนการ "เตี๊ยม" จนเกินไป ฉะนั้นการดึงเกมให้ช้าอีกสักนิด และให้ดูเป็นธรรมชาติอีกสักหน่อย จึงน่าจะดูแล้วสมบทบาท และพอจะเลี่ยงข้อครหาสมคบคิดกันได้บ้าง

 จะว่าเป็นการพลิกเกมไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าก็ว่าได้ เพื่อไม่ให้ละครฉากนี้ถูกจับไต๋ได้ง่ายจนเกินไป !?

 อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจ คือ หากมีการปล่อยตัววิศวกรไทยในตอนนี้ก็คงยากที่จะหาปมใหม่ๆ มายั่วโมโหรัฐบาลไทย และยิ่งมีการสั่งปิดบริษัทของคนไทย และห้ามคนไทยเข้าทำงานด้วยก็ยิ่งน่าจะเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่จะจี้ต่อมเดือดดาลของรัฐบาลไทยต่อไป

 น่าสังเกตว่า การเลี้ยงไข้ เพาะเชื้อแห่งความชิงชังเอาไว้เรื่อยๆ เช่นนี้ แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกับบททวิตเตอร์ล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ส่งสัญญาณพร้อม "แตกหัก" กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ และสอดคล้องกับการประกาศล้มรัฐบาลของเสื้อแดงให้ได้ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม

 คล้ายเป็นยุทธศาสตร์ตีกระหนาบ ใช้ทั้ง "ศึกนอก" และ "ศึกใน" ปั่นป่วนให้หนักที่สุดเพื่อล้มรัฐบาล หวังปิดเกมเร็วให้จงได้

 สอดคล้องกับการประเมินของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ส่งรายงานให้ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่เชื่อว่า จะมีสงครามเกิดขึ้นภายใน 45 วัน โดยพุ่งเป้าไปที่การโจมตีอากาศ และการก่อวินาศกรรมในเมืองที่จะก่อเกิดความสูญเสียแก่พลเรือน

 นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติงบประมาณให้แก่ทั้ง 3 เหล่าทัพไปดำเนินการให้มี "ความพร้อมรบ" ขั้นสูงสุด จึงมีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่า หน่วยข่าวความมั่นคงได้กลิ่นผิดปกติรุนแรงว่า อาจมีการเดินเกมแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุดเพื่อกระตุ้นให้เกิดสงครามให้ได้

 ทั้งสงครามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และ "สงครามสีแดง" ในเมืองที่เริ่มชักธงรบกันแล้ว !!

 แม้รัฐบาลจะพยายามดับชนวนความขัดแย้งทั้งทบทวนมาตรการตัดความช่วยเหลือกัมพูชาเพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้ปะทุกว่านี้ ส่วนฝ่ายกองทัพทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมของไทย กับ พล.อ.เตีย บัน รมว.กลาโหมกัมพูชา จะไม่ต้องการสงคราม

 แต่อย่าลืมว่า "อำนาจสั่งการสูงสุด" อยู่ในมือ สมเด็จฮุน เซน ที่มีเงาทะมึนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทาบทับอยู่ชนิดแยกเงากับร่างไม่ออก

 "สงคราม" จึงมีสิทธิเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถ้าแฝดเขมร "ฮุนษิณ" เห็นว่าจำเป็น และคุ้มค่าต่อการลงทุนให้อำนาจเปลี่ยนมือ !

ทีมข่าวความมั่นคง