โดยบินเลียบอ่าวไทยเหนือบริเวณพื้นที่ทับซ้อน เพื่อหนีการไล่ล่าจากรัฐบาลไทย หลังจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ประกาศกร้าวห้ามบินผ่านน่านฟ้าไทยเด็ดขาด
แต่ความร้าวฉานระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลกัมพูชา ยังคงอยู่ต่อไป
และยิ่งจะเป็นการตอกลิ่มความร้าวฉานมากขึ้น หลังจากที่กัมพูชา จับกุมตัววิศวกรชาวไทย ด้วยข้อกล่าวหาจารกรรมข้อมูล ความลับด้านความมั่นคง ตารางการบินของ “นักโทษชายทักษิณ” ท่ามกลางความแปลกใจของรัฐบาลไทย
จะว่าไปแล้วนี่เป็นเจตนาของกัมพูชา ในการยั่วยุและเล่นสงครามประสาทกับรัฐบาลไทย หลังจากที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ งัดมาตรการตอบโต้กัมพูชา หลังจากไม่ส่งตัวนักโทษคดีอาญา “ทักษิณ” กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย
เพื่อหวังดึงเกมให้ไทยเข้าไปติดกับ ล่วงละเมิดหรือวิพากษ์วิจารณ์กระบวนยุติธรรมของกัมพูชา
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้รอยร้าวระหว่างไทยกัมพูชาสมานกันได้ เพราะ “นักโทษชายทักษิณ” ได้ลากกัมพูชา เข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นในรอบสัปดาห์นี้จึงต้องจับตาการแก้เกมของรัฐบาลในฐานะที่เป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้านกับกัมพูชา ว่าจะดำเนินการอย่างไร หลังจากที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศถูกลดระดับลง
สถานการณ์ยามนี้จึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง ท่ามกลางกระแสข่าวลือและข่าวปล่อยต่างๆ นานา ที่ถูกปล่อยออกมาระเป็นระยะ ว่ากัมพูชาได้จับกุมตัวคนไทยเพิ่มขึ้น
การตอบโต้แบบไร้มารยาทของกัมพูชาครั้งนี้เหมือนจงใจ “ขุดหลุมพราง” เพื่อให้ไทยเดินเกมพลาดและตกหลุมในที่สุด
เพื่อหวังให้เกิดการขยับกำลังทหาร และนำไปสู่การใช้อาวุธทั้งสองฝ่ายในที่สุด
ไม่เช่นนั้นกัมพูชาคงไม่ออกมาเปิดเผยเรื่องการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อน
เพราะนี่คือเกมต้องการให้เกิดความวุ่นวายตามตะเข็บแนวชายแดน เพื่อล่อให้กองทัพออกมาจากฐานที่มั่น
เพื่อให้สอดรับกับเกมของ “นักโทษชายทักษิณ” ที่วางหมากไว้หลายชั้นในการเผด็จศึกรัฐบาลให้ได้ภายในสินเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นอย่างเร็ว หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
นั่นเพราะ “นักโทษชายทักษิณ” เล่นเกมถึงขั้นทุบหม้อข้าว นำปัญหาระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับการเมืองภายในประเทศ
เพียงเพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กลับมามีอำนาจ และทวงคืนสมบัติอีกครั้ง
ว่ากันว่ายามนี้มีรายงานสอดคล้องกับกับการเปิดเผยของ จักรภพ เพ็ญแข แกนนำคนเสื้อแดง และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สัมภาษณ์สื่อเขมรว่า...
...มีการขนอาวุธจากกัมพูชาเข้ามายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อเตรียมการเผด็จศึกโค่นล้มรัฐบาล...
เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงได้จับตาความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการซุ่มซ้อมกำลังพล ในหลายพื้นที่
ไม่ว่าจะเป็น บุรีรัมย์ สกลนคร และนครราชสีมา โดยใช้ทหารอาชีพเขมรที่เชี่ยวชาญเป็นจรยุทธ์ ฝึกฝนกำลังพล
บวกกับกระแสปล่อยข่าวในพื้นที่ภาคอีสานว่ารัฐบาลร่วมมือกับสื่อต่างประเทศ เพื่อกล่าวหาใส่ร้าย “นักโทษชายทักษิณ” จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน
เพราะเป้าหมายของ “นักโทษชายทักษิณ” คือต้องการสร้างความปั่นป่วนในเมืองและตะเข็บชายแดน
สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เริ่มเดินเกมเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 3 ธันวาคมนี้
นี่จึงเป็นงานหนักสำหรับรัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องอาศัยความเอกภาพเพื่อแก้ไขปัญหา
ยิ่งในยามที่กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามเดินเกมไล่บี้รัฐบาลด้วยการทำให้เกิดความปั่นป่วนทั้งในและนอกสภา จนทำให้การบริหารประเทศตกอยู่ในสภาพเป็นง่อย
โอกาสที่รัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำก็มีความเป็นไปได้สูง !!!
ฉะนั้นช่วงนี้จึงอย่าได้แปลกใจที่ “สุเทพ” จะควงพลังสีเขียว 3 บูรพาพยัคฆ์ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. เดินสายออกงานตลอด
เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น และร่วมกันวางแผนเตรียมรับมือ“นักโทษชายทักษิณ” เพราะทั้ง 3 บิ๊ก คุมกำลังหลักของกองทัพ และเป็นกำลังหลักของรัฐบาล ท่ามกลางสภาพการบริหารประเทศที่ถดถอยของรัฐบาล
โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.จนถึง ผบ.ช.ทั่วประเทศ ที่วงแตกมาแล้วหลายรอบ
และในการประชุมข้าราชตำรวจ (ก.ตร.) ในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสามารถแต่งตั้งนายตำรวจได้แบบสะดวกโยธิน
เมื่อทุกอย่างต้องสะดุดแผนการทั้งหมดจึงเข้าทางเกมของ “นักโทษชายทักษิณ” ที่ต้องการสร้างให้เกิดความปั่นป่วน จนรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้อีกต่อไป
สุดท้าย งานนี้เห็นทีคนไทยด้วยกันจะเข้าห้ำหั่น ตะลุมบอนกันเอง ด้วยน้ำมือของคนชื่อ “ทักษิณ”
บัญชา แข็งขัน