(13พ.ย.) หนังสือพิมพ์เดอะพนมเปญโพสต์ รายงานการวิเคราะห์ของ เชียง วันนาฤทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันเพื่อความร่วมมือและสันติภาพของกัมพูชาว่า สมาคมอาเซียนกำลังพยายามจะทำให้เป้าหมายในการสถาปนาประชาคมอาเซียน แบบเดียวกับสหภาพยุโรป หรือ EU ประสบความสำเร็จให้ได้ภายในปี 2558 เพื่อมุ่งไปที่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและมั่งคั่งเฟื่องฟู โดยมีพื้นฐานด้านความเท่าเทียมกัน หลายคนมองว่า สมาคมอาเซียนเป็นแรงผลักดันให้เกิดโครงสร้างที่ดีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แต่ขณะเดียวกัน พันธมิตรในกลุ่มกลับติดอยู่กับความเป็นจริงที่ว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศและลัทธิชาตินิยม ยังมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศในภูมิภาค
ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่เป็นจุดอ่อนของชาติพันธมิตร เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า อาเซียนมีหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน ขณะที่การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในภูมิภาคดูเหมือนจะไม่เคยนำมาใช้ เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่า ไทยกับกัมพูชาเป็นศัตรูกัน ทำให้ประชากรทุกรุ่นพยายามเอาชนะคะคานกัน ความรู้สึกชาตินิยมและความไม่ไว้วางใจที่เป็นมรดกตกทอดมาจากอดีต เป็นรากเหง้าของความไม่ลงรอยกันในปัจจุบันของทั้งสองชาติ
การที่ พตท.ทักษิณ มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญ ทำให้เขาได้รับการคาดหมายว่า การไปบรรยายที่กัมพูชาของเขา ต่อหน้านักเศรษฐศาสตร์กัมพูชาหลายร้อยคน ในฐานะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาล อาจเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลพรรคประชาชนกัมพูชา ในฐานะสูตรสำเร็จเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ แต่ก็น่าวิตกว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาจะบานปลายเพราะการแต่งตั้ง พตท.ทักษิณและการที่เขาไปกัมพูชาอย่างเปิดเผย
ความไม่พอใจที่ พตท.ทักษิณ ไปปรากฎตัวที่กัมพูชา ได้ส่งผลให้การเจรจาสองฝ่ายระหว่างสองชาติ ในประเด็นข้อพิพาทชายแดน มีแนวโน้มว่าชะงักงัน และมีเค้าลางด้วยว่าไทยจะตัดสินใจถอนบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่ลงนามกันเมื่อปี 2544
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองชาติ อาจสะบั้นด้วยเช่นกัน ที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ฐานะยากจนและคนอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ที่ต่างฝ่ายต่างสูญเสียด้วยกันทั้งคู่
วิธีการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อปี 2551 ในการประชุมสุดยอดสมาคมอาเซียนนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ขอให้สิงคโปร์ ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอาเซียน สถาปนาการติดต่อกันระหว่างรัฐมนตรีของกลุ่ม เพื่อช่วย
หาหนทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี สำหรับข้อพิพาทสองฝ่ายและป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่าย ซึ่งขณะนั้น อาเซียนได้กระตุ้นให้กัมพูชากัรบไทย ใช้ประโยชน์จากกลไกในการเจรจาสองฝ่าย ยุติความไม่ลงรอยกัน แต่โชคร้ายที่การเจรจาสองฝ่ายไม่
บังเกิดผลใด ๆ
ความไม่ไว้วางใจระหว่างกันและกัน ได้ขึ้นไปสู่จุดที่การเจรจาไม่สามารถดำเนินไปได้โดยปราศจากการแทรกแซง และการไกล่เกลี่ยโดยประเทศที่ 3 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอาเซียน ที่จะต้องดำเนินการให้มากขึ้น และช่วยเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้ยุติลงหลักการการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน จะต้องถูกดัดแปลงเสียใหม่ เพื่อแก้ปัญหาและรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในภูมิภาค