ปิดด่านไทย-กัมพูชา"เจ็บพอๆ กัน"

วิเคราะห์มาตรการไทยตอบโต้เขมรหวังตัดท่อน้ำเลี้ยงด้วยการปิดด่านพรมแดน สุดท้ายเจ็บตัวทั้งคู่ จับตามองคำถามปิดด่านแล้วเกิดอะไร ใครเสียหายมากน้อยกว่าใคร พร้อมเปรียบเทียบตัวแลข 7 จังหวัดไทยค้าขายกัมพูชากว่า 5 หมื่นล้าน

ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการแต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาลกัมพูชา ด้วยการลดความสัมพันธ์ เริ่มต้นด้วยการเรียกทูตประจำกรุงพนมเปญกลับ ตามด้วยการยกเลิกเอ็มโอยู ที่ไทยทำกับกัมพูชาไว้ เมื่อปี 2544 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ในทันทีพื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ที่ตึงเครียดข้ามปีตั้งแต่กรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหารกลายเป็นจุดเปราะบาง ของมาตรการตอบโต้ทั้งจากฝ่ายไทยและกัมพูชาในอันดับต้นๆ

 หากมาตรการตอบโต้จากฝ่ายไทย ในการตัดน้ำเลี้ยงกัมพูชาโดยการปิดด่านพรมแดน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ใครเสียหายมาก เสียหายน้อย และเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากปิดด่านจะมีอะไรตามมา นั่นเป็นคำถามที่หลายคนจับตามอง

 แน่นอนว่าชายแดนด้านนี้หากมีการปิดทั้งสองด่านทั้งด่านช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ที่ไม่ต่างกับเป็นด่านคู่แฝด ก็ต้องรองรับในมาตรการเดียวกัน เพียงแต่ระดับความเสียหายของการปิดด่าน น้ำหนักจะอยู่ที่ด่านช่องจอม ที่มีมูลค่าการค้ามากกว่าช่องสะงำหลายเท่าตัว เพราะที่นี่เป็นทั้งจุดระบายสินค้าจากฝั่งไทยเพื่อเข้าไปยังตอนกลางของประเทศกัมพูชา และเป็นที่ตั้งของกาสิโนขนาดใหญ่สองแห่งที่ตั้งห่างจากชายแดนไทยเพียง 100 เมตร และที่นี่กำลังเป็นตลาดขนาดใหญ่ของการค้าขายสินค้ามือสองในลักษณะเดียวกับตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว

 ด่านช่องจอมเดิมเป็นด่านที่มีการนำเข้าสินค้าประเภทไม้จากกัมพูชามากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ปัจจุบันมูลค่าการค้าผ่านช่องนี้ ประมาณปีละ 820 ล้านบาท ส่งออกสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์ อาหารสำเร็จรูป และเครื่องอุปโภค-บริโภค ประมาณปีละ 570 ล้านบาท  และมีการนำเข้าสินค้าประเภทเสื้อผ้า ผ้าห่ม และอื่นๆ ประมาณปีละ 40 ล้านบาท ซึ่งแม้ตัวเลขการค้าผ่านด่านจะดูไม่สูงมากนัก แต่อีกด้านหนึ่งที่นี่เป็นศูนย์รวมนักพนันทั้งภาคอีสานก็ว่าได้ และเป็นฐานทางเศรษฐกิจของเครือข่าย "ฮุน เซน" โดยกลุ่มนายพัด สุภาภา คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน และสนิทกับนักการเมืองสายพรรคเพื่อไทยและทักษิณ เป็นเจ้าของกาสิโน โอร์เสม็ด รีสอร์ท และได้สัมปทานไฟฟ้าจากฝั่งไทยเข้าไปขายในกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียว และกลุ่มของ ลึม เฮง นายทุนจากสิงคโปร์ เจ้าของ รอยัล ฮิลล์ บ่อนกาสิโนอีกแห่งในโอร์เสม็ด ที่อยู่ติดชิดกับโอร์เสม็ดรีสอร์ท

 หากมีการปิดด่านธุรกิจกาสิโนที่นี่ ที่ทั้งสองแห่งมีคนไทยเป็นลูกค้าข้ามฝั่งไปเล่นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ วันละ 4,000-5,000 ในวันหยุด ในช่วงแรกๆ ของการตั้งกาสิโนมีการประเมินเงินหมุนเวียนในกาสิโนวันละ ถึง 200 ล้านบาท แต่ช่วงหลังโดยภาวะเศรษฐกิจ และนักเล่นจำนวนไม่น้อยสิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในกาสิโนทั้งสองแห่งลดลง โดยล่าสุดพบว่า ในวันปกติ มีคนไทยข้ามไปเพื่อเสี่ยงโชคในระดับ 500-700 คนในวันปกติ และ 700-1,000 คนในวันหยุด ทำให้เงินหมุนเวียนในกาสิโนลดลงกว่าครึ่ง

 เมื่อฝ่ายไทยออกมาตรการกดดันไม่ให้คนไทยข้ามไปเล่นการพนันในกาสิโนเพื่อเป็นการตัดน้ำเลี้ยงทางอ้อมโดยการใช้มาตรการขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ไปตั้งตู้เอทีเอ็มในฝั่งไทยห่างจากกาสิโนประมาณ 200 เมตร โดยการลดจำนวนเงินที่เติมในตู้แต่ละวัน ยิ่งทำให้เม็ดเงินในกาสิโนเริ่มไม่คล่อง

 ดร.ปิ่นชัย พิษณุวงษ์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรม จ.สุรินทร์ กล่าวว่า การกดดันไม่ให้นักพนันเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนของกัมพูชา ถือว่าเป็นการแสดงออก ที่ไม่มีผลกระทบอะไรกับประเทศไทย กลับเป็นเรื่องที่ดี เงินไม่ต้องไหลออกนอกประเทศ เพราะส่วนใหญ่บ่อนแห่งนี้จะมีแต่ชาวไทยเดินทางเข้าไปเล่น

 ขณะที่ด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ  ที่เป็นด่านอีกแห่งที่กลุ่มทุนจากช่องจอม พยายามที่จะรุกเข้ามายึดครองพื้นที่เพื่อเปิดบ่อนกาสิโน และผูกขาดการซื้อไฟฟ้าจากไทยไปขายในกัมพูชา ที่กำหนดเปิดเป็นด่านถาวรเมืองใหม่ช่องสะงำ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ฝ่ายกองทัพ โดย พล.ท.พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์  แม่ทัพภาคที่ 2 ขอให้ทางจังหวัดทบทวนการเปิดด่านถาวร เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์และขอให้เลื่อนไปอีกประมาณ 6 เดือนนั้น ด่านนี้มีมูลค่าการค้าขายระหว่างไทย กับ กัมพูชา ประมาณ เดือนละ 100 ล้านบาท เป็นการส่งออก กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และเครื่องอุปโภค บริโภค และสินค้านำเข้า ราว 5 เปอร์เซ็นต์จะเป็นของป่า พืชไร่

 "ถ้าปิดด่านมันก็เจ็บกันทั้งสองฝ่าย เพราะผลกระทบไม่ใช่เฉพาะด้านการค้ามันเกี่ยวโยงไปในหลายส่วน" ศรีวรรณ  เกียรติสุรนนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ให้ทัศนะและว่า ปัจจุบันอำนาจต่อรองของไทย กับกัมพูชาลดลง เนื่องจากส่วนหนึ่งไทยได้ให้การช่วยเหลือกัมพูชาในด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชา เช่น ถนน สะพาน ทำให้การเดินทาง การขนส่งในกัมพูชาสะดวกขึ้น และมีทางเลือกมากกว่าในอดีต ขณะเดียวกันการช่วยเหลือของไทยในด้านการศึกษาทำให้ประชาชนชาวกัมพูชามีการเปลี่ยนวิถีชีวิตในการผลิตจากระบบเดิม มีการทำฟาร์มเลี้ยงไก่ เลี้ยงสุกร ที่สามารถพึ่งตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

 เช่นเดียวกับ หัตถชัย เพ็งแจ่ม ผู้ประสานงานการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา หอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า หลังจากที่ไทยช่วยเหลือกัมพูชา ในการก่อสร้างถนนหมายเลข 67 (ช่องสะงำ-อัลลองเวง-เสียมราฐ) ระยะทาง 167 กิโลเมตร (อยู่ในพื้นที่ประเทศไทย 16 กิโลเมตร ในกัมพูชา 151 กิโลเมตร) จำนวนเงินรวม 229 ล้านบาท ทั้งโครงการแล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย บริษัท ช.การช่าง เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ถนนเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กัมพูชาในปัจจุบันไม่ง้อไทย เพราะมีทางเลือกมากขึ้น สินค้าจากไทยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ หม้อหุงข้าว เป็นสินค้าที่นิยมของคนระดับกลางขึ้นไป ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในกัมพูชายังยากจน และกัมพูชาก็มีทางเลือกที่จะซื้อสินค้าจากเวียดนาม และจากจีนที่ราคาถูกกว่า

7 จังหวัดที่มีการค้ากับกัมพูชา ประกอบด้วย

อุบลราชธานี (จุดผ่อนปรน) 

ศรีสะเกษ - ด่านถาวร (ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ - อัลลองเวล จ.โอดดาร์เมียนเจย)

สุรินทร์ - ด่านถาวร (ช่องจอม อ.กาบเชิง - โอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.โอดดาร์เมียนเจย)

บุรีรัมย์ (จุดผ่อนปรน)

สระแก้ว - ด่านถาวร (บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ - ปอยเปต อ.โอวโจรว จ.บันเตียนเมียนเจย)

จันทบุรี - ด่านถาวร (บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน - บ้านคลองจะกร็อม อ.ไพลิน จ.พระตะบอง)

(บ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน - บ้านกัมเรียง อ.ไพลิน จ.พระตะบอง)

ตราด - ด่านถาวร (บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ / จามเยียม อ.มณฑลสีมา จ.เกาะกง)

เปรียบเทียบในกลุ่ม 7 จังหวัดแล้วพบว่า  
สระแก้ว เป็นจังหวัดที่มีมูลค่าการค้าในปี 2551 รวม 28,908.5  ล้านบาท 
ตราด 16,579.4 ล้านบาท  
จันทบุรี  3,010.2 ล้านบาท  
สุรินทร์  877.8 ล้านบาท 
ขณะที่ตัวเลขการค้าตลอดทั้งปี 2551 คือ  50,783.6  ล้านบาท