แม้เมื่อมีปฏิกิริยาตอบโต้จากรัฐบาลไทย ที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศและคนไทย ฝ่าย "นักโทษชายทักษิณ" กลับต่อว่ารัฐบาลไทย แทนที่จะกลับตัวกลับใจไม่ไหลไปตามกระแส "ทรยศชาติ-ขายชาติ"
กระทั่งถ้าเปรียบกับผลสำรวจล่าสุดของ "เอแบคโพลล์" ก็สะท้อนให้เห็นว่า "เงาหัวแทบจะไม่มี" อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สำนึก
ลูกสมุนเสื้อแดง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ยังแสดงไอคิวและอีคิวให้สาธารณชนได้รับรู้รับฟังอย่างชัดเจน จากการต่อว่าสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ทำนองว่า "รับงานใครมา ?"
หนำซ้ำยังเป็นเดือดเป็นแค้น แสดงอาการพาลพาโลว่ารัฐบาลยัดข้อหาขายชาติ ให้ "ทักษิณ" และ "บิ๊กจิ๋ว"
นั่นย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ฝ่าย "นักโทษชายทักษิณ" มีมาตรฐานทางปัญญาแค่ไหน อย่างไร ???
เพราะคนทั้งบ้านทั้งเมือง ต่างรู้ร้อนรู้หนาวต่อการที่ประเทศถูกย่ำยีโดย "สมเด็จฮุน เซน" ซึ่งร่วมมือกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทยถึง 2 คน
คนทั้งบ้านทั้งเมืองต่างรู้ว่าพฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนนี้ น่ารังเกียจ และไม่เหมาะไม่ควรอย่างไร
เพราะฉะนั้นข้อหา "ขายชาติ-ทรยศชาติ" ไม่ต้องมีใครไปยัด ก็เห็นได้จากพฤติกรรมทื่แสดงออกอยู่ทนโท่อยู่แล้ว
แม้กระทั่งนักธุรกิจยังยอมเสียสละผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง เพื่อรักษาเกียรติภูมิประเทศ ด้วยการแสดงความเห็นด้วยกับรัฐบาลต่อมาตรการทางการทูตที่มีต่อกัมพูชา
ประธานหอการค้าไทย ดุสิต นนทะนาคร เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรัฐบาล โดยยึดผลประโยชน์ประเทศมาก่อน ขณะเดียวกันก็บอกว่านักธุรกิจก็พร้อมจะปรับตัวและติดตามสถานการณ์หากว่ารัฐบาลจะมีการปรับมาตรการขึ้นอีก
"เห็นด้วยกับรัฐบาล ที่มีมาตรการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชา ถือว่าเป็นการแสดงจุดยืนในความเป็นเอกราชของไทย เพราะหากไม่ใช้มาตรการตอบโต้ จะถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ทั้งยังเชื่อมั่นว่าการแสดงจุดยืนชัดเจนจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย"
เพราะนาทีนี้ ถ้าต้องให้เลือกระหว่าง "นักโทษชายทักษิณ" กับความมั่นคงของประเทศ คำตอบมันมีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
ไม่เพียงแค่ลูกสมุนลิ่วล้อจะยังแสดงอาการ "กร่างไม่เลิก" หากแต่ตัวอดีตนายกฯ ทั้งสองคนก็ยังไม่รู้สึกรู้สาต่อการกระทำของตัวเอง ที่เป็นต้นเหตุให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดย "บิ๊กจิ๋ว" ประกาศว่าจะยังเดินหน้าลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ในวันที่ 12-13 พฤศจิกายนนี้ เพื่อสานต่อแนวคิด "นครปัตตานี" ต่อ
ขณะเดียวกันก็ยังตะแบงว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ ก็เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน
ส่วน "นักโทษชายทักษิณ" ก็อดพูดจากระทบกระแทกแดกดันรัฐบาลไม่ได้ แม้ตนเองจะเป็นต้นเหตุให้กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนรัฐบาลไทยต้องตอบโต้กลับ รวมถึงเตรียมยกเลิกเอ็มโอยูเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
"นักโทษชายทักษิณ" ก็ดูจะภูมิอกภูมิใจในผลงานของตัวเองไม่น้อย ถึงกับพูดถึงปฏิกิริยาที่รัฐบาลมีต่อกัมพูชาทำนองว่า "ปล่อยให้รัฐบาลบ้าไปให้สุดๆ"
ไม่เพียงเท่านั้น "ความวัวไม่ทันหาย ความควายยังเข้ามาแทรก" จากความขยันแกว่งปากหาเสี้ยนของ "นักโทษชายทักษิณ" เอง
จากกรณีล่าสุดที่ให้สัมภาษณ์สื่อนอก "เดอะ ไทม์ส" ของประเทศอังกฤษ ที่เป็นการจาบจ้วง ล่วงละเมิดต่อสถาบันเบื้องสูงอย่างชัดเจน และรุนแรงกว่าครั้งใดๆ
แม้ "นักโทษชายทักษิณ" จะรู้ว่าพลาดไปเสียแล้ว ถึงได้รีบทวิตข้อความมาทันที พร้อมกับออกตัวว่าเป็นการพาดหัวข่าวที่บิดเบือน
แต่นั่นก็เพียงแค่การแก้เกี้ยว เพื่อ "ลดกระแสตีกลับ" ของตัวเองเท่านั้น
เพราะเมื่ออ่านจากคำให้สัมภาษณ์แล้ว จะพบว่าไม่มีส่วนใดเลยที่เป็นการพาดหัวบิดเบือน ทุกอย่างหลุดออกมาจากปาก "นักโทษชายทักษิณ" ทั้งดุ้น
"นักโทษชายทักษิณ" พูดในสิ่งที่ไม่สมควรจะพูดเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงหลายเรื่อง และมิหนำซ้ำหลายประเด็นก็เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยยึดเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "นักโทษชายทักษิณ" พูดจาจาบจ้วงล่วงละเมิดโดยตั้งใจ โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์แก่สื่อต่างประเทศ
แต่เป็นครั้งแรกที่ "นักโทษชายทักษิณ" เปิดหน้าเล่นอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา
งานนี้ ...ใครที่คิดจะให้ "นักโทษชายทักษิณ" กลับเข้าประเทศอีกครั้งคงต้องคิดใหม่ เพราะหลังจากโพลล์ของสำนักวิจัยเอแบคบ่งบอกชัดเจนถึงความนิยมที่ลดต่ำลงมากของ "นักโทษชายทักษิณ" ด้วยเรื่องชักศึกเข้าบ้าน
แต่การกระทำล่าสุดที่คล้าย "เผาบ้านเผาเมือง" คงยิ่งทำให้เรตติ้งของ "นักโทษชายทักษิณ" ตกฮวบลงถึงขีดสุด
จากที่ "ไม่มีแผ่นดินจะอยู่" อาจถึงวาระ "แผ่นดินกลบหน้า" ก็คราวนี้ !!!
โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น