แม่ทัพ2แจง"ฮุน เซน"ส่งรองผบ.สส.เคลียร์

แม่ทัพภาค 2 เผย “ฮุน เซน” ส่ง “รองผบ.สส.” เคลียร์สัมพันธ์ชายแดนไทย-เขมร ยันยังไม่ปิดด่าน-สัมพันธ์ทหารคงเดิม ระบุ 2 ฝ่ายไม่เพิ่มกำลังยึดสันติวิธี แนะเขมรหยุดให้ข่าวทำบานปลาย ไม่หวั่นศึกนอก แต่หวั่นศึกในไทยฆ่าไทย วอนหยุดแบ่งก๊ก เกรงซ้ำรอยกรุงศรีแตก

(7พ.ย.) พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาค 2 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลา 13.00 น. ตนได้รับการติดต่อจากพล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดว่า ได้รับคำสั่งทางโทรศัพท์จากสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรี ที่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ให้นำคณะมาพบตนเพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ โดยพล.อ.เจีย ดารา เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงประมาณ 10 คนจากกรุงพนมเปญ ซึ่งเราจัดรถไปรับ และได้มาพูดคุยที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวผามออีแดง เพราะตนมีแผนที่จะไปตรวจพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งมีการพูดว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ขณะนี้รัฐบาลสองฝ่ายกำลังแก้ปัญหาอยู่ สมเด็จฮุน เซนฝากบอกว่า อยากให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ใดในแนวพรมแดน และจะไม่มีการเพิ่มเติมกำลัง ซึ่งเมื่อกัมพูชาไม่เพิ่มกำลัง ทางเราก็จะไม่เพิ่มเช่นกัน

 “นอกจากนี้ผมได้ขอความร่วมมือไปยังเขาอีก 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องการให้สัมภาษณ์กับสื่อที่นำไปขยายเป็นประเด็นต่างๆ ซึ่งเขารับไปดูแล และจะระมัดระวังในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างๆ เช่นการพูดว่า หากมีคนไทยก้าวเข้าไปแม้แต่ 1 เซนติเมตร จะทำการยิงทันที ซึ่งการพูดอย่างนี้อาจทำให้บานปลายออกไป โดยพล.อ.เจีย ดารา ท่านบอกว่า ต่อไปจะต้องระมัดรังในการให้สัมภาษณ์ และ 2.ขบวนการลักลอบตัดไม้ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องจับมือร่วมกันในการทำลายขบวนการตัดไม้ในพื้นที่ ” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

 เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกัมพูชามีการซ้อมรบโดยสมมุติว่า เป็นเหตุการณ์ที่เขาพระวิหาร พล.ท.วีร์วลิต กล่าวว่า เป็นข่าวเก่า ตั้งแต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเขามีการซ้อม ฝึกตามปกติของเขา และฝึกนอกพื้นที่ที่มีปัญหา โดยไม่ได้นำกำลังเข้ามาฝึกด้านเขาพระวิหาร ทั้งนี้ในหลักการของการฝึกต้องมีการตั้งสมมุติฐานในทุกประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อม ซึ่งเราก็ดำเนินการเช่นกัน เพราะไม่ทราบว่าจะมีอุบัติเหตุใดเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ทุกคนไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น แม้จะมีฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายหนึ่งแพ้ แต่สุดท้ายผลประโยชน์ที่เสียหายคือ ประเทศชาติ ทั้ง 2 ฝ่าย

 “ จากการพูดคุยกับคณะของพล.อ.เจียดารา ว่า เราจะคงสภาพความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นไว้ และจะหาทางคลี่คลายหรือแก้ปัญหาร่วมกัน โดยอยู่บนพื้นฐานสันติวิธี และให้ประชาชนสองฝั่งเป็นอยู่อย่างผาสุข ซึ่งการที่เขารีบส่งคนมาพูดคุยกับเรา คงไม่ใช่ว่า เขากลัวเรา เพราะเรายังเคารพขีดความสามารถของกันและกันอยู่ แต่เป็นการมองภาพร่วมกันว่า ปัญหาต่างๆเกิดจากปัญหาเส้นเขตแดนยังไม่ชัดเจนเท่านั้น และนำพาไปสู่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ซึ่งเขาประสงค์ที่จะให้เกิดสันติภาพ และไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์ที่รุนแรงไปกว่านี้ ” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

 เมื่อถามว่า มีการพูดคุยว่า จะมีปิดด่านชายแดนหรือไม่ พล.ท.วีร์วลิต กล่าวว่า เรายังไม่มีนโยบายที่จะปิดด่านตามที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า เป็นการดำเนินในระดับรัฐบาล แต่ความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่นยังให้เป็นไปตามปกติ เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลสองฝั่งมีปัญหา ทำให้ทหารวางตัวลำบากหรือไม่ พล.ท.วีร์วลิต กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่น่าหนักใจ เพราะเราต้องทำตามนโยบายที่รัฐบาลให้มา ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะมีการชี้แจงกำลังพลให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่เรื่องการเตรียมความพร้อมเป็นเรืองปกติ

 เมื่อถามว่า กัมพูชากำลังจะสร้างตลาดในส่วนที่เคยถูกไฟไหม้ ทางเราได้ประท้วงหรือไม่ พล.ท.วีร์วลิต กล่าวว่า เราได้ดำเนินการประท้วงไปตามขั้นตอน ซึ่งจากการเดินทางไปพบ และพูดคุย พบว่า เป็นเพียงการซ่อมแซมในส่วนที่ถูกไฟไหม้ไป แต่ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม เมื่อถามว่า หากรัฐบาลถามความเห็นว่า ควรจะมีการปิดด่านหรือไม่ พล.ท.วีร์วลิต กล่าวว่า เราเป็นทหารต้องฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งตนเชื่อว่า หากสั่งอะไรออกมา รัฐบาลต้องวิเคราะห์สถานการณ์ และข้อดี ข้อเสียแล้ว คงไม่ได้ทำตามอารมณ์หรือความรู้สึก เพราะคงต้องดูหลายแง่มุมก่อนสั่งการ

 “ อยากให้ประชาชนหันหน้าเข้ามาหากัน มีความรัก ความสามัคคี รวมใจเป็นหนึ่ง ขณะนี้ปัญหาของเราไม่ได้มีปัญหาภายนอกอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่อย่างอื่นด้วย ซึ่งเราไม่ได้กลัวปัญหาภายนอก แต่เรากลัวปัญหาภายใน เพราะการแตกแยก สามัคคี เป็นก๊ก เป็นเหล่า เราเคยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ซึ่งเหตุการณ์คล้ายๆกับที่เป็นอยู่ขณะนี้ ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นอีก ซึ่งการที่จะทำให้ประเทศชาติอยู่ได้ ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้ามาหากัน มาคิด หาวิธีการร่วมกัน อย่าได้แตกแยก ส่วนภารกิจของทหาร เรามีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอยู่แล้ว ดังนั้นเรามีการเตรียมความพร้อม มีแผนตามลำดับขั้น พร้อมเสียสละชีวิตพื่อประเทศชาติได้ แต่สิ่งที่ไม่อยากเห็นคือ คนไทยรบกันเอง เราเสียชีวิตให้ข้าศึกศัตรูยังภูมิใจมากกว่า คนไทยรบราฆ่าฟันกันเอง ” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

 เมื่อถามว่า หากไทยกับกัมพูชารบกันใครจะชนะ พล.ท.วีร์วลิต กล่าวว่า ณ เวลานี้ ตนตอบได้เลยว่า เราไม่แพ้ เพราะเราได้เตรียมการสิ่งต่างๆไว้แล้ว แต่เมื่อรบกันแล้ว ผลสุดท้ายที่ตามมาคืออะไร ไม่ใช่ว่า เรากลัว แต่สุดท้ายต้องกลับไปที่เดิม แต่หากใช้การเจรจา หรือไปสู่เวทีโลกเราพร้อมแค่ไหนอย่างไร ซึ่งการใช้หนทางสันติวิธีน่าจะดีที่สุด