(7พ.ย.) นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าพรรคประชาธิปัตย์ขอสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลไทย ในการใช้มาตรการทางการฑูตต่อการแทรกแซง กิจการการเมืองในประเทศไทยของรัฐบาลกัมพูชาเพื่อรักษาเกียรติภูมิของประเทศ รวมถึงการทบทวนบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการอ้างสิทธิในหลายพื้นที่ทับซ้อน เมื่อปี พ.ศ. 2544 เพื่อเป็นการป้องกันการเสียผลประโยชน์ของชาติ จากการที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าวันนี้ได้ล่วงรู้ความลับของประเทศไทย จากการที่เคยดำรงตำแหน่งอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มอบอำนาจในการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่เมื่อวันนี้พ.ต.ท.ทักษิณมีสถานะเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และเป็นผู้ที่สน ใจจะรับสัมปทานลงทุนก๊าซในพื้นที่ดังกล่าว ในระหว่างที่การเจรจาของทั้ง 2 ประเทศ ยังไม่มีข้อยุติถือว่าการทบทวนและยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพื่อปกป้องการสูญเสียผลประโยชน์ของชาติจากการเจรจาที่มีคู่เจรจา โดยฝ่ายหนึ่งมีอดีตนายกฯ ของไทยเป็นที่ปรึกษา
ส่วนข้ออ้างของโฆษกรัฐบาลกัมพูชาที่ระบุว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถยกเลิกได้ ขอยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีสิทธิตาม อนุสัญ ญากรุงเวียนนา ว่าด้วยสนธิสัญญาระหว่างประเทศปี 1969 (พ.ศ. 2512 ) ในมาตรา 54-56 ได้ให้สิทธิการยกเลิกฝ่ายเดียวในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ซึ่งในกรณีนั้นการที่ประเทศคู่เจรจาได้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในขณะที่กระบวนการเจรจายังไม่ยุติ รัฐบาลไทยมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ในการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว
ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้อง ให้รัฐบาลเร่งพิจารณาปัญหาที่ตามมานอกเหนือจากเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลแล้ว กรณีประสาทพระวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ที่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณได้ดำเนินการ ภายใต้แผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจร่วม ระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อปี 2546 ได้ให้การยอมรับแผนที่ดังกล่าวที่รัฐบาลก่อนหน้าของพ.ต.ท.ทักษิณและรัฐบาลภายหลังถือเป็นจุดยืนของประเทศที่จะไม่ให้การยอมรับแผนที่ ที่เป็นข้อต่อสู้ที่สำคัญของรัฐบาลกัมพูชา ก็ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการยอมรับแผนที่ดังกล่าวโดยด่วนต่อไป เพราะถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้ยกเลิกข้อตกลงร่วม ที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.การต่างประเทศ ได้เคยเซ็นต์สัญญาไว้ แต่ทีโออาร์ในปี 2546 ยังถือว่ามีผลต่อหน้าที่ข้อตกลงร่วมจะถูกยกเลิกไป
ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกแถลงการณ์ และยืนยันการตอบรับเข้าเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา โดยได้ใช้คำกล่าวโทษรัฐบาลไทยว่า เป็นการดำเนินการที่ขาดสติยั้งคิด และใช้การเมืองภายในกดดันประเทศเพื่อนบ้านนั้น ขอเรียนว่ารัฐบาลทำด้วยความอดกลั้นและดำเนินการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดสติยั้งคิดของรัฐบาล แต่เกิดจากการขาดจิตสำนึกของพ.ต.ท.ทักษิณมากกว่า และที่กล่าวอ้างว่าเป็นการเมืองภายใน เพื่อกดดันประเทศเพื่อนบ้านนั้น สิ่งนี้เป็นการเดินเกมการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย โดยการยืมมือเพื่อนบ้าน เพื่อแทรกแซงการเมืองของประเทศไทย
การที่พ.ต.ท.ทักษิณใช้คำพูดว่า ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรามนั้น ขอเรียนว่าความสัมพันธ์ที่เสื่อมทราม ตามคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณเกิดขึ้น มาก่อนหน้านี้จากการที่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณใช้ผลประโยชน์ส่วนตัวบังหน้า และจนวันนี้ก็เกิดการตอบแทนบุญคุณทางการเมือง ทั้งนี้ตนคิดว่าสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณควรจะออกแถลงการณ์ และคนไทยอยากจะรับทราบมากกว่านั้นคือ กรณีผลประโยชน์ที่พ.ต.ท.ทักษิณมีต่อประเทศกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณเคยใช้ข้อมูลหรือสถานะที่ตนเองเคยเป็นนายกฯ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อการเจรจาเพื่อขอรับสัมปทานในอดีต ไม่ว่าจะเป็นที่เกาะกงหรือชักชวนคนมาลงทุนในก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฎอย่างกว้างขวางทำให้เกิดความสงสัยในสื่อมวลชนทั้งในกัมพูชาและสื่อมวลชนต่างประเทศ
การที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณ จากการที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยสนับสนุนทางการเมืองกัมพูชาในการเลือกตั้ง ก็เป็นข้อสังเกตที่มีสาเหตุชวนสงสัยจริง เพราะในขณะรัฐบาลชวน 2 ก็มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ที่ทำให้ตั้งข้อสงสัยว่าภายหลังที่ตั้งบริษัทแคมชิน ได้รับสัมปทาน 99 ปี และถูกลดสัมปทานเหลือ 30 ปี ซึ่งข้อสงสัยดังกล่าวมีหลายสาเหตุทำให้ในขณะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีการตั้งคำถามว่า มีความพยายามแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน โดยกลุ่มทุนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้พรรคเห็นว่าสังคมควรจะช่วยตรวจสอบ และดูพยานแวดล้อมเหตุการณ์การจับกุมคนไทยในกัมพูชาขณะนั้น ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้างและข้อสงสัยดังกล่าวก็ถูกเพิ่มขึ้นเมื่อปี 2544 ซึ่ง สมเด็จฯ ฮุนเซ็น ได้ปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จ และมีการเพิ่มระยะเวลาสัมปทานบริษัทแคมชินเป็น 35 ปี เอกสารนี้ปรากฎอยู่ในหนังสือรายงานประจำปีของบริษัทชินคอร์ป ที่ ชว. 138 / 2540 นอกจากการขยายสัมปทานแล้วยังมีการขายโทรศัพท์พื้นฐาน จากระบบไร้สายเป็นระบบเครือข่ายสื่อสารแบบไร้สาย ระบบดิจิตอล ตนคิดว่าข้อสังสัยดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายสามารถที่จะใช้วิจารณญาณจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า สำหรับปฏิกิริยาต่อฝ่ายการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาพรรคประชาธิปัตย์อยากตั้งข้อสังเกตว่า การที่พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ 12 ข้อ ประณามท่าทีรัฐบาลไทยนั้น ขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้ทำถูกต้องแล้ว หากพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร แต่ขอร้องว่าอย่าซ้ำเติมประเทศอยากให้แลกกันระหว่างประโยชน์ทางการเมืองกับผลประโยชน์ของชาติให้ออก ปัญหานี้ที่เกิดขึ้น เกิดจากบุคคล 3 คนคือ พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย และสมเด็จฯ ฮุนเซ็น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของประเทศไทย แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าแถลงการณ์ทั้ง 12 ข้อ ไม่มีข้อใดที่ปกป้องเกียรติภูมิของประเทศชาติเลยแม้แต่น้อย มีแต่การแสดงออกถึงความกังวลและความรู้สึกของกัมพูชาเป็นหลัก ซึ่งตนคิดว่าพรรคเพื่อไทยควรจะทบทวนวิธีการเล่นการเมืองบน พื้นฐานของความเสียหายของประเทศได้แล้ว
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายวิทยา บูรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้แสดงความจำนงค์ที่จะยืมมือของส.ว. 1 ใน 3 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 โดยอ้างว่าการดำเนินการของนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 และ มาตรา 190 ตนคิดว่าหากประธานวิปฝ่ายค้านเห็นต่าง ในลักษณะดังกล่าวก็ควรที่จะกล้าแสดงจุดยืนของตัวเอง ถ้าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเดินหน้าถอดถอนนายกฯ จะไปยืมมือส.ว.มาบังหน้า ใช้การอภิปรายในสภาฯ เพื่อสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นไปอีก ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่กล้าแสดงจุดยืน แต่หวังจะยืมมือสภาฯ บนผลักดันวาระการเมืองของตัวเองมากกว่า
ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษานั้น นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าคนไทยทั้งชาติก็ได้เห็นตั้งแต่เดือนเม.ย. และเหตุการณ์ที่พัทยาจนถึงวันนี้ ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยได้ทำทุกวิถีทางที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ทั้งที่ขณะนี้ปัญหาของประเทศยังวิกฤตอยู่ตนคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เตือนมาหลายครั้งแล้วว่ายุทธศาสตร์ชักศึกนอก ก่อศึกใน ที่ขับเคลื่อนคู่ขนานกันระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ กับพล.อ.ชวลิตในการชักศึกนอก และระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มคนเสื้อแดงในการก่อศึกใน สร้างความบอบช้ำให้แก่ประเทศ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังมีแผนการต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็อยากให้คิดถึงประเทศชาติ เกียรติศักดิ์ และศักดิ์ศรีความเป็นคนไทย โดยทบทวนการกระทำทุกเรื่อง