วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2552
ส่งต่อ
พิมพ์
ขนาดตัวอักษร
Reset
คมชัดลึก :คิวต่อไปเป็นหมอ เอกยุทธ เย้ยจับแพะ ชี้จอมบงการอยู่ที่สิงคโปร์ แฉคนในรัฐบาลมีเอี่ยวฟัน 5 พันล้าน ลั่นพร้อมเป็นพยาน "กรณ์" ยัวะโดนซัก ยัน "ผมไม่มีอะไรจะชี้แจง เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดได้"
หลังจากตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สามารถจับกุมนายคธา ปาจริยพงษ์ พนักงานบริษัทหลักทรัพย์เคที ซีมิโก้ จำกัด และน.ส.ธีรนันต์ วิภูชนิน อายุ 43 ปี กรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด 2 ผู้ต้องหาคดีทุบหุ้น โดยการโพสต์ข้อความไม่เป็นมงคลลงในเว็บไซต์ประชาไทและฟ้าเดียวกัน ในช่วงวันที่ 14-15 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเทขายออกมาอย่างหนัก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงถึง 53 จุด แม้ว่าตำรวจจะเตรียมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 3 คน แต่ยังไม่สามารถสาวถึงจอมบงการที่แท้จริงมาดำเนินคดีได้
ล่าสุดเมื่อเวลา 16.45 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า เมื่อเวลา 16.30 น. ศาลอาญา ถนนรัชดา ได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาคดีทุบหุ้นแล้วอีก 1 คน เป็นชาย อยู่ในพื้นที่ปริมณฑล แต่เจ้าหน้าที่ขออนุญาตไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะสามารถจับกุมได้ภายในวันนี้ (3 พ.ย.) ส่วนคนอื่นๆ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวที่จะถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายจับเป็นรายต่อไปนั้น เป็นบุคคลที่อยู่ในวงการแพทย์ คาดว่าจะสามารถออกหมายจับได้ภายในสัปดาห์นี้
รวบเสี่ยโต๊ะสนุกเมืองชลฯผู้ต้องหาทุบหุ้น
หลังจากพนักงานสอบสวนคดีทุบหุ้นได้หมายจับจากศาลอาญารัชดา ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเดินทางไปยังพื้นที่ จ.ชลบุรี เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาคือ นายสมเจตน์ อิทธิวรกุล อายุ 38 ปี เจ้าของโต๊ะสนุ๊กเกอร์แห่งหนึ่งในชลบุรี โดยล่าสุดสามารถควบคุมตัวไว้ได้แล้ว และจะนำตัวมาสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)
ทั้งนี้ ทีมสืบสวนตรวจสอบพบว่า นายสมเจตน์ ได้ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คส่งต่อข้อความไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ต้องหารายนี้ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าอาจจะมีคนอื่นมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานเครือโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า การจับกุม 2 คน ที่แปลข้อความที่ไม่บังควรแล้วโพสต์ในเว็บไซต์นั้น เป็นการจับแพะ ทั้งสองคนเป็นแค่คนที่ติดตามข่าวสารแล้วขยายความต่อ แต่คนที่เป็นต้นตอส่งข่าวนี้อยู่ที่ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เทขายหุ้นลอตใหญ่ในช่วงก่อนวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วช้อนซื้อกลับในช่วงที่หุ้นลงหนักๆ รัฐบาลควรจะไปตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มใด ในตลาดหลักทรัพย์มีเอกสารซื้อขายทั้งหมด หากจะสอบสวนจริงตนพร้อมเป็นพยานชี้ให้ดูเลยว่าควรจะตรวจสอบตรงไหนก่อน
“งานนี้คนที่ได้ประโยชน์มีทั้งคนในอำนาจเก่าและคนบางคนในรัฐบาลชุดนี้ ได้กันไปไม่ต่ำกว่า 4-5 พันล้านบาท จากข่าวนี้ โดยเฉพาะคนในรัฐบาล ถามว่าเหตุใดเมื่อมีข่าวปล่อยมาในวันพุธที่ 14 ตุลาคม จึงไม่ออกมาปฏิเสธข่าวทันที แต่ปล่อยให้มีการซื้อขายกันต่อเพื่อจะหากำไรกันอีกรอบ” นายเอกยุทธกล่าว
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวตอบโต้นายเอกยุทธว่า เป็นเรื่องที่สามารถพูดได้แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็รู้อยู่ หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังตรวจสอบขยายผลเรื่องนี้อยู่แล้ว
“ผมไม่มีอะไรจะชี้แจง เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดได้ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับใครบ้างก็คงต้องไปถามคนนั้น” นายกรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
ส่วน นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์มีการตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายหุ้นของบุคคลที่ตำรวจกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยข่าวลือทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่าจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า นายคธา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดโบรกเกอร์ ไม่ได้มีการซื้อขายหุ้นโดยตรง แต่หากดูข้อมูลทางอ้อมพบว่ามีลูกค้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นผ่านผู้ถูกกล่าวหากว่า 10 ราย ซึ่งตลาดก็ต้องตรวจสอบการซื้อขายของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวว่า มีความถี่และสอดคล้องกับการปล่อยข่าวลือ เพื่อหาประโยชน์จากตลาดหุ้นในช่วงวันที่ 14-15 ตุลาคม ที่ผ่านมาหรือไม่
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีกรายนั้นพบว่า ไม่มีข้อมูลในสารบบของตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากลาออกจากโบรกเกอร์รายหนึ่งไปนานแล้ว และจากการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นส่วนตัวพบว่า ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และปัจจุบัน น.ส.ธีรนันต์ ก็ได้ออกจากวงการหลักทรัพย์ไปแล้ว
ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ก.ล.ต.ยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องสงสัย 2 รายที่ถูกจับกุม กับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีการซื้อขายหุ้นในปริมาณมากในช่วงดังกล่าว รวมถึงยังไม่พบความเชื่อมโยงกับและบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ 2 แห่ง คือ บริษัททรัพย์ยูบีเอส สิงคโปร์ และบริษัททรัพย์เครดิตสวิส ฮ่องกง ที่มีการซื้อขายหุ้นจำนวนมากในวันหุ้นตกเช่นเดียวกัน
"ในส่วนของนักลงทุนรายใหญ่ที่ก.ล.ต.สอบข้อมูลอยู่นั้น ไม่พบความผิดปกติและเชื่อมโยงกับการปล่อยข่าวลือ อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.ก็ได้ส่งข้อมูลการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ไปแล้ว ซึ่งทางดีเอสไอได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบแล้ว และมีคนของก.ล.ต.ร่วมสอบด้วย" นายธีระชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.จะยังไม่เพิกถอนใบอนุญาตของนายคธา เพราะยังอยู่ในขั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคิดว่าคงไม่ต้องทำหนังสือถึงบริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งให้เข้มงวดการให้ข้อมูลของมาร์เก็ตติ้ง เพราะแต่ละบริษัทก็เข้มงวดในเรื่องนี้อยู่แล้ว