เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2552 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ร่างกฎกระทรวงรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาเพื่อจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา พ.ศ.... ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดให้ยุบรวมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสังกัด สอศ. ที่มีอยู่เดิม 414 แห่ง ให้เป็น 19 สถาบันการอาชีวศึกษา โดยยึดตามการแบ่งกลุ่มจังหวัดของสอศ.ในปัจจุบันที่แบ่งออกเป็น 19 กลุ่มจังหวัด เพราะฉะนั้น วิทยาลัยอาชีวศึกษาทุกประเภทที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดก็จะรวมตัวเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาซึ่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรีในสายเทคโนโลยีและปฏิบัติการ
รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า การรวมกลุ่มวิทยาลัยจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษานั้น นอกจากจะช่วยเตรียมความพร้อมในการเปิดสอนระดับปริญญาตรีแล้วยังต้องการให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การสร้างความเข้มแข็งให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพื่อเดินไปสู่สถาบันที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเตรียมพร้อมการไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2015 ที่สำคัญ เป็นการเดินไปสู่นโยบายส่งเสริมให้เยาวชนไทย หันมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่าในอนาคตต้องการให้เด็กเลือกเรียนต่อสายอาชีพร้อยละ 65 และเรียนต่อสายสามัญร้อยละ 35 แต่ปัจจุบัน นักเรียนส่วนใหญ่เลือกเรียนสามัญกว่าร้อยละ 50 ที่เหลือถึงเลือกเรียนสายอาชีพ อย่างไรก็ตาม การรวมกลุ่มวิทยาลัยเพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษานั้นไมได้ทำพร้อมกันในคราวเดียว แต่ทยอยจัดตั้งในกลุ่มจังหวัดที่พร้อมก่อน
ทั้งนี้ สำหรับสถาบันการอาชีวศึกษาทั้ง 19 แห่งนั้นประกอบด้วย สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร 1 แห่งซึ่งเป็นการรวมตัวของวิทยาลัยอาชีวศึกษา 21 แห่งในเขตกรุงเทพฯ ที่เหลือจะเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาของกลุ่มจังหวัดในภาคกลาง 5 แห่ง สถาบันการอาชีวศึกษาของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ 3 แห่ง สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก 1 แห่ง สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 แห่ง และสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 4 แห่ง โดยจากนี้ สอศ.จะต้องไปกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดเพื่อรองรับการตั้งสถาบันต่อไป
นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพันธ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดตั้งสถาบันนั้น จะต้องดูความพร้อมจากตัววิทยาลัยเอง ความพร้อมของการร่วมมือ การจัดอุตสาหกรรมในทวิภาคี การจัดหลักสูตรไปถึง ปริญญาตรี ขณะเดียวกัน ปวช.และปวส.ยังมีอยู่ รวมทั้งความพร้อมการเรียนการสอนและสถานที่
“ห่วงว่าถ้าออกมาเยอะ และมีวิชาเอกเรียนเยอะ โดยที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะฝีมือแรงงาน จะทำให้ตกงานเยอะ จะกี่สถาบันไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ความร่วมมือและมีงานทำ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว