เพราะคำตอบของนายกฯ อภิสิทธิ์นั้น ถามกลับกันตรงๆ เลยว่า "เกี่ยวอะไรกับท่านครับ"
ดีที่ยังอุตส่าห์แสดงความสุภาพด้วยการลงท้ายยังพอมีหางเสียง "ครับ" ให้ได้ยินบ้าง
แต่เมื่อเจออีกคำถามนี่ใครฟังคำตอบแล้วรู้สึกอย่างไรไม่รู้ แต่หลายคนต้องร้องโอ้โหกันบ้าง
ถามเรื่องคะแนนเสียงหลังเลือกตั้งใหม่ที่เชื่อว่า ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จะสูสีกันนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ บอกว่า "อันนั้นเรื่องของผมครับ"
การเป็นนักข่าวบางทีก็รู้สึกอึดอัดคับข้องใจเหมือนกันกับการตั้งคำถามที่แหล่งข่าวไม่อยากตอบ หรืออยู่ในอารมณ์ที่หากตั้งคำถามแล้ว เสี่ยงจะถูกสวนกลับแบบไม่มีเนื้อหาสาระ สร้างความคับข้องใจมากขึ้นไปอีก
ก็เข้าใจว่า การเป็นคนที่ถูกสัมภาษณ์บางครั้งก็น่าจะมีความรู้สึกแบบนั้นด้วยเหมือนกัน
เพราะเข้าใจดีอยู่ว่าเรื่องราวที่พุ่งเข้าหาตัวนายกรัฐมนตรีนั้นแต่ละวันมีมากจนนับกันไม่หวาดไม่ไหว
แค่เรื่องรถไฟที่ถ้านับวันอังคารที่ผ่านมา ก็เป็นวันที่ 12 แล้วที่ "รถไฟเพื่อประชาชน" ยังไปไม่ถึงประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สมกับคำขวัญ และมีแนวโน้มว่าถ้าไม่ใช่นายกฯ ปัญหาจะไม่ยุติลงได้ง่ายๆ
ไหนจะมีเรื่องการเมืองภายในที่ไปดึงเขมรเข้ามาเกี่ยวข้อง และอดีตนายกฯ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่เกี่ยว แต่ดันขึ้นธรรมาสน์ ทำตัวเป็นสมภารใหญ่เทศนาสั่งสอนเสียอีก
ทั้งที่ถ้าเปรียบเป็นพระก็ปาราชิกไปในก่อนหน้านี้แล้ว !
โดนทั้งภายในภายนอกอย่างนี้ เป็นใครมันก็ต้องมีอารมณ์กันบ้างแหละ
ถึงกระนั้นก็เถอะ ยังมีวิธีการพูด วิธีการตอบ เพื่อให้ปัญหาร้อนๆ มันมีความอบอุ่นขึ้นอีกหลายวิธีการ
หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ หรือทนรบเร้าไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องคอยตอบคำถามที่ ทักษิณ เขียนแสดงความเห็นไว้ในทวิตเตอร์ ก็เพียงแค่บอกกับสื่อว่า "จะไม่พูดถึงคนคนนี้อีก"
หรือให้ชัดกว่านั้นก็บอกว่า ถ้าตราบใดยังไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มารับโทษที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว จะไม่พูดไม่ตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับคนคนนี้อีก
บรรยากาศการให้สัมภาษณ์มันน่าจะสร้างความรื่นรมย์ให้ทั้งคนสัมภาษณ์และคนให้สัมภาษณ์ได้บ้าง ประเภท ตีๆ ๆ เอามันเอาสะใจ มันไม่ได้อะไรขึ้นมา