ทันทีที่ นครริโอ เดอ จาเนโร ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติอย่างกีฬาโอลิมปิกปี 2016 เมืองที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ รวมทั้งชาวบราซิลทั่วประเทศต่างลุกขึ้นมาฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขหลายวันหลายคืนท่ามกลางความยินดีของชาวโลกที่จะมีโอกาสเห็นได้แผ่นดินอเมริกาใต้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งแรก
แต่เพียงแค่ 2 สัปดาห์ให้หลัง ชื่อของนครริโอ เดอ จาเนโร ปรากฎเป็นข่าวเด่นรอบโลกอีกครั้งเมื่อแก๊งคายาเสพติดที่ฝังรากลึกอยู่ในนครนี้เปิดฉากต่อสู้ระหว่างแก๊ง ส่งผลให้ตำรวจต้องระดมกำลังพร้อมสรรพวุธเข้าระงับเหตุการณ์ที่บานปลายกลายเป็นการยิงสะท้านเมืองเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ในขณะที่คนร้าย ซึ่งมีอาวุธร้ายแรงก็ตอบโต้ด้วยการยิงเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกระเบิดไฟลุก คลอกตำรวจ 2 ใน 6 คนบนเครื่องเสียชีวิตคาที่ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเพื่อนร่วมหน่วยที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
แถมเหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นห่างจากจากสนามกีฬามาราคานา อันเป็นสถานที่ที่จะใช้จัดพิธีเปิดและพิธีปิดโอลิมปิก รวมทั้งการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบชิงชนะเลิศ เพียง 1.6 กิโลเมตรเท่านั้น
นับแต่วันนั้น ชุมชนแออัดหลายแห่งในริโอ เดอ จาเนโร อันเป็นแหล่งอาศัยอยู่แก๊งค้ายาเสพติด ก็เหมือนตกอยู่ภายใต้สถานการณ์สงคราม ทั้งเมืองเต็มไปด้วยทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดที่ออกทำสงครามปราบปรามยาเสพติดเต็มรูปแบบมาตลอดสัปดาห์ ซึ่งจนถึงตอนนี้มีคนเสียชีวิตมากกว่า 30 ศพแล้ว
ปัญหาเรื่องแก๊งค้ายาเสพติดสุดเหิมเกริมได้รับการมองว่าเป็นเหมือนปัญหา "ข้อเท้าอาคิลีส" ที่ถูกประจานไปทั่วโลก และเกิดขึ้นในช่วงที่บรรดาผู้นำบราซิลกำลังตระเวณเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปชักชวนนักลงทุนให้นำเงินหลายพันล้านดอลลาร์มาก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อรองรับการจัดงานยักษ์ระดับโลกนี้
"ภาพเฮลิคอปเตอร์ตำรวจถูกยิงตกทำให้ชาวบราซิลช็อกมากจริงๆ ตอนนี้ทุกคนกำลังวิตกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการแข่งขัน เราจำเป็นต้องบอกคนทั้งโลกว่าเราเผชิญกับอะไร เพื่อที่คนนอกจะได้เข้าใจถึงมาตรการที่เรากำลังใช้ และไม่วิตกอะไรมากหากพวกเขากำลังวางแผนจะเดินทางมาที่นี่" นาดีน มาโตส สาววัย 21 ปีที่ทำงานในร้านทำผมซึ่งอยู่ห่างจากหาดโคปาคาบานาอันโด่งดังไปเพียง 1 ช่วงตึกเผยความรู้สึกให้ฟัง โดยความรุนแรงระลอกล่าสุดนั้นเกิดขึ้นจากนักค้ายาคนหนึ่งที่อยู่ในเรือนจำ สั่งการให้ลูกน้องราว 200 คนเข้าไปบุกพื้นที่ของแก๊งคู่อริทางเหนือของริโอจนลุกลามกลายเป็นการปะทะกันระหว่างแก๊งค้ายาและตำรวจในชุมชนแออัดหลายแห่ง
ทั้งนี้ "ชุมชนแออัด" ในบราซิลมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ฟาเวลาส" ซึ่งแปลว่า "สลัม" ในภาษาโปรตุเกส มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่ออดีตทาสชาวแอฟริกันถูกผลักดันให้ออกไปอาศัยอยู่ชานเมืองริโอ โดยพื้นที่การตั้งรกรากแห่งแรกถูกเรียกว่า "บาริรอส แอฟริกานอส" ซึ่งแปลว่า "ชุมชนชาวแอฟริกัน" เป็นที่อยู่อาศัยของอดีตทาสผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และไม่มีทางเลือกในการทำกินหาเลี้ยงชีพ
ในยุคสมัยต่อมา ฟาเวลาสก็กลายเป็นที่อยู่อาศัยของชาวชนบทที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่ในเมืองโดยไม่สามารถหาที่อยู่ได้ และพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ชานเมืองที่โอบล้อมชุมชนผู้มีอันจะกินในริโอเอาไว้
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ตำรวจละทิ้งพื้นที่ "ฟาเวลาส" เหล่านี้ไป อันเป็นผลจากนโยบาย "ควบคุม" มากกว่าที่จะ "ปราบปราม" เปิดโอกาสให้แก๊งค้ายาเสพติดสร้างศูนย์บัญชาการใหญ่ขึ้นในสลัมที่ซึ่ง "ความรุนแรง" แพร่กระจายฝังรากลึกไปทั่วทุกหัวระแหง
ในปีนี้ รัฐบาลได้พยายามใช้ตำรวจชุมชนเข้าให้ถึงแหล่งต้นตอความรุนแรง และกวาดล้างกลุ่มค้ายาเสพติดในฟาเวลาสหลายแห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนถึง 1 ใน 3 ของประชากรกว่า 6 ล้านคนของริโอ ที่ซึ่งมีสถิติฆาตกรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยปีที่แล้วมีสถิติฆาตกรรมถึง 4,631 คดี แม้จะลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีมากถึง 5,143 คดีก็ตาม
แต่ความพยายามนี้กลับดำเนินการได้แค่ใน 5 ชุมชนเท่านั้น และความโกลาหลที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่เกี่ยวกับเรื่องว่าควรจะใช้ยุทธศาสตร์แบบทหารที่0มองว่าได้ผลมากขึ้นหรือไม่ และการที่ได้เห็นภาพเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตกนั้น แสดงให้เห็นว่าตำรวจไม่ได้ทำดีพอที่จะยับยั้งการไหล่บ่าของอาวุธเข้าไปยังพื้นที่เหล่านี้
แต่อย่างน้อย หนึ่งใน คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ที่เคยเน้นว่าความปลอดภัยในริโอเป็นเรื่องท้าทายใหญ่ที่สุดก่อนที่เมืองนี้จะได้รับการโหวตให้เป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็รีบให้ความเห็นเลยว่า ริโอไม่ได้เป็นเมืองเดียวที่ยืนหยัดต่อสู้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก
เพราะก่อนหน้านั้น ในปี 2548 เพียง 1 วันหลังจากที่กรุงลอนดอนได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2012 ผู้ก่อการร้ายก็เคยก่อเหตุระเบิดระบบขนส่งมวลชนทั้งรถไฟใต้ดิน และรถเมล์ในกรุงลอนดอนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 750 คนมาแล้ว
"เราไม่เคยปิดบังปัญหาของเราระหว่างการเสนอชื่อริโอ เดอ จาเนโร เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เราพูดเสมอว่า เรายังคงเผชิญกับปํญหาหลายประการ เรายังมีหลายสิ่งหลายอย่างต้องทำ เรามีถนนอันยาวไกลรออยู่ข้างหน้า และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น" เอดัวร์โด ปาเอส นายกเทศมนตรีเมืองริโอกล่าว ในขณะที่ เซอร์จิโอ แคบรัล ผู้ว่าการรัฐริโอ เดอ จาเนโร ก็ประกาศว่า "เราต้องการก้าวสู่ปี 2016 ด้วยการที่นครริโอเป็นสถานที่ที่มีแต่ความสงบสุข ทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน"
ส่วน ประธานาธิบดีหลุยส์ อินาซิโอ ดา ซิลวาแห่งบราซิล ผู้เคยหลั่งน้ำตาสะอึกสะอื้นในชัยชนะของริโอ ก็ออกมาประกาศว่า "ต้องกำจัดสิ่งโสมมที่แก๊งค้ายาเสพติดยัดเยียดให้กับบราซิลให้ได้"
นอกเหนือจากความพยายามของตำรวจชุมชน ตำรวจยังพยายามสร้างการเข้าร่วมกับชุมชุนแบบถาวรมากขึ้น โดยตำรวจได้เปลี่ยนมาใช้วิธียืนรักษาการณ์บริเวณหน้าทางเข้าฟาเวลาส และจะเสี่ยงเข้าไปลงมือกับปฏิบัติการที่เฉพาะกิจที่มักจะจบลงด้วยการยิงต่อสู้สุดระห่ำกับแก๊งค้ายา ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า แผนการใหม่นี้จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างบ้านและทำถนนใหม่ในชุมชนเพื่อรถตำรวจสามารถขับเข้าออกได้สะดวก
ผู้จัดการแข่งขันโอลิมปิกยังให้คำมั่นกับไอโอซีด้วยว่า ริโอจะปรับปรุงกองกำลังตำรวจของตัวเองให้ได้ภายในปี 2012 ด้วยการเพิ่มการฝึกฝน เทคโนโลยี และทรัพยากรต่างๆ ให้มากขึ้น
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็หวังว่า สิ่งเหล่านี้จะหมายถึงการที่การแข่งขันโอลิมปิกจะทิ้งมรดกการยกระดับคุณภาพตำรวจในริโอเอาไว้ด้วย
"ตอนนี้ค่าใช้จ่ายเรื่องความมั่นคงคงจะสูงมาก แต่จะคุ้มค่า บอกตรงๆ นะ หากมีเฮลิคอปเตอร์ตกลงในริโออีกสักรอบ หรือมีการบุกยิงปะทะกันในสลัมอีกละก็ อาจเพิ่มโอกาสที่จะทำให้การแข่งขันโอลิมปิกและฟุตบอลโลกถอนตัวออกจากบราซิลแน่นอน" โรดริโก พิเมนเทล อดีตนายตำรวจผู้เคยคุมหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสารวัตรทหารในริโอฟันธง