อย่ามัวแต่ "มะงุมมะงาหรา"

จากที่เคยลอยลำฉิวๆ จาก “ปมขัดแย้ง” ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ แต่พอเข้าช่วงกลางเดือนตุลา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การเมืองที่ “ดุเดือด” เข้าขั้น “ลากเลือด” ไปแบบคาดไม่ถึง

 ลูกแรก ข่าวลือ “อัปมงคล” ที่ถูกลำเลียงเข้าไปยังในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม ส่งผลให้ “แมงเม่า” ฮือเทขายกันอุตลุด หุ้นตกกราวรูด อยู่ในสภาพ “แดงทั้งกระดาน”

 แต่รัฐบาลก็ “มะงุมมะงาหรา” จับต้นชนปลายไม่ถูก กว่าจะพลิกตัวมาเล่นบท “ปราบโจร” ก็ปล่อยให้กลไกข่าวลือทำงานไปอย่างกว้างขวาง ทำลายจิตใจคนไทยไปมากโข

 ต่างกับ “วุฒิสภา” ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เอาไว้ก่อนหน้านี้ ทำหน้าที่บุกตะลุยแสวงหาต้นตอ แบบกัดไม่ปล่อย

 ข้อมูลจาก “วุฒิสภา” ที่เชื่อมข้อมูล “ทางลับ” จากอดีตนายทหาร-ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หลายคนที่เคยมีอิทธิพลอยู่ในแวดวง “ข่าวกรอง” และ “ความมั่นคง”

 บ่งชี้ว่า “ข่าวปล่อย” ที่ปูดมาปั่นป่วนตลาดหุ้นนั้นถูกส่งมาหลายทาง
 
  และในหลายทางก็มีความสัมพันธ์ ลักษณะ “ไขว้” กันอย่างน่าสนใจ

 ไล่ตั้งแต่ “นักเลงหุ้น” ชื่อย่อ “ ยย.-วช.” ที่สนิทสนมกับน้องชายของอดีตผู้นำประเทศ

 โยงกับ “คนมีบารมีนอกรัฐบาล” ผู้ที่ถูกยกว่ามี “สายสัมพันธ์พิเศษ” กับบุคคลชั้นสูง ที่ส่งข่าวผ่าน “ โบรกเกอร์” ในตลาดหุ้นทั้ง “ไทย” และ “สิงคโปร์”

 ประสานกับ “คนเดือนตุลา” สาย “ฮาร์ดคอร์” แนว “ซ้ายสุดโต่ง”

 โดยเฉพาะ “กลุ่มหมอ 14 ตุลา” ที่ช่วยกระพือข่าวลือให้สะบัดไปไกลด้วย

 ข้อมูล “คนเดือนตุลา” ชุดนี้ ก็ย้อนกลับมาเชื่อมต่อกับคนในชุดสีแดง และเครือข่ายระบอบทักษิณ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 “สายข่าว” ของ “วุฒิสภา” ปะติดปะต่อ “จิ๊กซอว์” แต่ละตัวให้เป็นภาพใหญ่ขึ้น โดยนำ “ข่าวปล่อย” ชิ้นนี้ ไปพันกับ “ท่าที” ของ “ใจ อึ้งภากรณ์” ซึ่งเขียนบทความเรื่องสถาบันกษัตริย์ไทย เผยแพร่ตามเว็บไซต์อย่างองอาจ

 “อาจารย์ใจ” เป็นอีกต้นตอของข่าวนี้หรือไม่ คงยากจะสืบสาว

 แต่ที่รู้ๆ กันเป็นอย่างดี แม้แต่ “ปณิธาน วัฒนายากร” อดีตอาจารย์ร่วมสถาบัน ก็เคยยืนยันว่า “อาจารย์ใจ” เป็น “ แหล่งข่าวชั้นดี" ของนักข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกตะวันตก

 แต่ทั้งรัฐบาล และแม้แต่กองทัพที่กุมบังเหียนกอ.รมน.อยู่ ดูเหมือนจะไร้น้ำยา ตกเป็นรองซ้ำซาก

 ดีแต่ขู่ฟอดๆ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ ความมั่นคง หรือรัฐมนตรีคุมสื่อ แต่ไม่เห็นมีผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

 ลำพังแค่การมอนิเตอร์ทีวีดาวเทียมคนเสื้อแดง หรือแม้แต่การพูดจาจาบจ้วงหมิ่นเหม่บนเวทีนปช.หลายต่อหลายครั้ง ยังไม่เห็นรัฐบาลหรือกองทัพขยับทำอะไรได้

 ครั้งนี้ก็เช่นกัน !!!

 ถึงเวลาแล้วที่ “รัฐบาล” หลังจากเห็นภาพปฏิบัติการ "ผสมโรง” บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นนี้แล้ว ต้องเร่งเครื่อง "เจาะเกราะ” เข้าไปคว้าคอ “ต้นตอ” เอามาประจานให้ได้

 เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายความมั่นคงของชาติ

 แต่ถ้าทำไม่ได้ เก้าอี้รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ใต้ก้น “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่วันนี้ถูกเขย่าจากคนในพรรค จะต้องสั่นสะท้านอย่างหนักหน่วงแน่ๆ

 ส่วนระเบิดอีกลูก ที่รอการถอดสลัก คือกรณี “สไตรค์” ของ “สหภาพการรถไฟ”

 ล่วงไปจนถึงวันที่ 5 เข้าไปแล้ว “พนักงาน” ยังลาหยุดได้ตามอำเภอใจ โดยที่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้

 อย่าลืมว่า “รถไฟ” คือสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชน ผู้ใช้บริการคือชนชั้นผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งมีจำนวนมาก เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

 คนเหล่านี้ไม่มีทางเลือกมากนัก

 แม้ว่าการ “นัดหยุดงาน” หรือ “สไตรค์” จะได้รับการยอมรับในระดับสากล ว่าเป็น “อาวุธ” หรือ “เครื่องมือ” ของ “สหภาพแรงงาน” ในการต่อรอง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกับรัฐบาล

 โดยหลักการแล้วมีความชอบธรรม ไม่ต่างกับการชุมนุมของประชาชน

 แต่การ “สไตรค์” ก็ต้องมีขอบเขต และต้องมีหลักประกันว่าชาวบ้านจะไม่เดือดร้อนจนเกินไปนัก

 ไม่ใช่มีชะตากรรมแขวนอยู่กับ “อารมณ์” ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ

 ขนาด “ฝรั่งเศส” ประเทศต้นแบบที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของแรงงานในการ “นัดหยุดงาน” เป็นอย่างยิ่ง ก็ยังมีข้อกำหนดว่าหาก “แรงงาน” จะ “สไตรค์” ก็ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้รัฐบาลได้หาวิธีบริการประชาชนด้วยหนทางอื่นๆ

 อย่างน้อย ก็เป็นการการันตีว่า “ประชาชน” จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้กันระหว่าง “แรงงาน” กับ “รัฐบาล”
 ไม่ใช่ว่านึกจะหยุดเดินรถก็ทำ หรือนึกจะปล่อยผู้โดยสารลงกลางทางก็ทำ

 การประท้วงแบบนี้ เป็นพฤติกรรมของผู้ที่ไม่มี “จิตสำนึก” ของ “พนักงานรัฐวิสาหกิจ” ผู้มีภารกิจบริการสาธารณะตามที่กล่าวอ้างกันสวยหรู

 ขณะเดียวกันก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องถอดสลักลูกนี้อีกเหมือนกัน เพื่อดับอุณหภูมิทางการเมือง และความเดือดร้อนของประชาชนทั้งบ้านทั้งเมืองโดยเร็วที่สุด

 เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้ง “ข่าวลืออัปมงคล” ทั้ง “รถไฟสไตรค์” จะกลายเป็น “สองแรงบีบ” ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลให้ลดลงอย่างรวดเร็ว
 

 เสถียร วิริยะพรรณพงศา