เพราะตอนนี้ สถาบันทั้ง ๒ แห่ง ยกพวกตีกัน ๒ ครั้งแล้ว เท่ากับ "องค์บาก ภาค ๒" หนังองค์บากจะมันอารมณ์ขนาดไหนไม่เคยดู แต่นักเรียน นักเลง ขอตอบว่า มันจริงๆ มีคนถามว่า เด็กมันตีกันเพราะอะไร ? ข้อนี้ตอบไม่ยาก ดูจากตนเองที่เคยเป็นวัยรุ่น ซึ่งถึงจะเป็นวัยรุ่นอยู่ในภาวะของความเป็นสามเณร ก็ยังมีเรื่องต่อยกันเอง ชกต่อยกับพระเจ้าถิ่น เด็กเจ้าถิ่น เด็กวัด
แต่สมัยอาตมาเป็นเณรนั้น เขาไม่ใช้อาวุธกัน โดยมีพยานยืนล้อม เพื่อให้ความเป็นธรรมนับเป็นสิบ ยอมแพ้ หรือน็อกแล้วก็หายโกรธกัน
มีไม่น้อย ที่เณรชกต่อยกับพระเจ้าถิ่น สุดท้ายก็กลายเป็นน้องเขยบ้าง เป็นพี่เมียบ้าง
ดังนั้น จึงพอจะประมวลเหตุที่วัยรุ่นตีกันได้ คือ "อวดหญิง ชิงศักดิ์ศรี เบ่งบารมี หนี้แค้นที่ต้องชำระ สันดานเกะกะเกเร"
แมวหลังกุฏิตองกับหัวนอนอาตมาก็กัดกันเกือบทุกเช้ามืด ก็เพราะเหตุ ๕ ประการ บางวันขณะตีกัน ส่งเสียงขู่กันลั่นวัด หมาตัวใหญ่มันรำคาญเสียง ก็เลยย่องมากัดแมวทั้งคู่กระเจิง
แมวทั้งคู่จึงรู้ว่า "กูเก่งไม่จริง" วันหลังมันจะกัดกันต้องใช้สายตาลอบมองดู "หมาเจ้าพ่อ"
เพียงแต่ว่า แถวๆ ที่เด็กมันชอบตีกันน่ะ มีเจ้าพ่ออยู่บ้างหรือเปล่า อ้อ...มีเจ้าพ่อสีกากีอยู่ไม่ไกลเลย แต่สงสัยว่า ทำไมเด็กมันไม่เกรงใจ ซ้ำยังเจ็บตัวอีกต่างหาก
เอ้า...วัยรุ่นทั้ง ๒ สถาบันน่ะ ลองไปยืนหน้าสถาบันของตนเองแล้วดูสัญลักษณ์ให้เต็มตาซิว่า..."มหาวิทยาลัยราชมงคล" หรือเปล่า แล้วดูซิว่า "สัญลักษณ์ คือ ตราประจำพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานให้" หรือเปล่า
ดูที่อกเสื้อ ประดับสัญลักษณ์เดียวกันหรือเปล่า ??
ถ้าใช่ก็เลิกตีกันเถอะ องค์พระบิดาเดียวกันทั้งนั้น และถ้าจะแข่งศักดิ์ศรีล่ะก็ "แข่งสีมือ" กันดีกว่า
และถ้าจะแก้ไขให้เด็ดขาด สมมติว่า ถ้าเป็นราชมงคลด้วยกัน แก้ไขไม่ยาก ฟังให้ดีนะ ท่านอธิการบดี วิธีแก้ไขที่เด็ดขาดที่สุด คือ
นักศึกษาปี ๑-๒ เรียนที่ราชมงคลอุเทนถวาย นักศึกษาปี ๒-๔ เรียนที่เทคโนปทุมวัน หรืออาจจะสลับกันตามสถานพื้นที่ และอาคาร ก็ได้
ถ้าเทคโนปทุมวันยังแยกส่วนงาน ก็กลับมาเป็นราชมงคลแล้ว เบ่งพื้นที่ ๑-๒ เรียนปทุมวัน ปี ๓-๔ เรียนอุเทนถวาย
ความเป็นชนชั้นก็หมดไป เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"