นอกจากนั้นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ยังมีส่วนอย่างสำคัญต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายทหารเอง รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่าทหารคือองค์กรนำก็ไม่เป็นที่ยอมรับจากปัญญาชนก้าวหน้าและประชาชนทั่วไป
ผลของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้สร้างความแปลกใจให้แก่ทหารส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาเสียสละทุ่มเทอุทิศตนเพื่อปกป้องแผ่นดินจากภัยคอมมิวนิสต์นั้นถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของความเป็นทหารอาชีพ แต่เพราะเหตุใดจึงกลับถูกตั้งข้อรังเกียจกระทั่งดูหมิ่นเหยียดหยามเช่นนี้ สาเหตุนี้เองที่ทำให้ทหารเริ่ม “ทบทวนตัวเอง” กันอย่างจริงจัง ทั้งบทบาททางการเมืองและแนวทางในการต่อสู้คอมมิวนิสต์ จนอาจจัดได้ว่าเป็น “การทำงานทางความคิด” ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของกองทัพก็ว่าได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวอย่างไม่เป็นทางการของทหารบางกลุ่มเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ฝ่ายกองทัพได้ทบทวนประสบการณ์ในการต่อสู้โดยเฉพาะนับแต่เริ่มใช้กำลังปราบปรามเมื่อ พ.ศ.2507 เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่มุ่งไปที่ประเด็นปัญหาที่แท้จริงว่าเป็นเรื่องของการต่อสู้ทางการเมืองเป็นหลัก โดยมองว่าเป็นเพราะความยากจนของราษฎรในพื้นที่ชนบทห่างไกลทำให้ถูกชักจูงให้หลงผิดเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ดังนั้นจึงกำหนดให้มีงานพัฒนาเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการใช้กำลังอาวุธ จนนำไปสู่การก่อตั้ง “กองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ” (กรป.กลาง) ในสังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุดขึ้น เพื่อนำการพัฒนาเข้าสู่พื้นที่อิทธิพลของฝ่ายคอมมิวนิสต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะที่แนวทางในการใช้กำลังยังคงไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือยังมองทั้งผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และขบวนการโจรก่อการร้ายว่า “ไม่ใช่คนไทย” สถานการณ์จึงยังไม่ดีขึ้น
ผลจากการทำงานความคิดครั้งใหญ่ของกองทัพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ส่งผลให้เกิด “ความเข้าใจใหม่” ในปัญหาการก่อการร้ายขึ้นในหมู่นายทหารชั้นนำในกองทัพบกส่วนหนึ่ง รวมทั้งในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีการเคลื่อนไหวของฝ่ายคอมมิวนิสต์รุนแรงที่สุด
บทสรุปของความคิดดังกล่าวคือ ไม่มองว่าพวกคอมมิวนิสต์เป็น “คนขายชาติ” ดังเช่นความคิดดั้งเดิม แต่มองย้อนกลับไปยังต้นตอของปัญหาว่า การที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมขบวนการสงครามประชาชนของคอมมิวนิสต์นั้น มาจากความไม่เป็นประชาธิปไตยของชาติ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จึงเป็นเงื่อนไขหลักที่คอมมิวนิสต์สามารถช่วงชิงประชาชนที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากเผด็จการ อิทธิพลและอำนาจมืด และประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยให้เข้าร่วมหรือเห็นใจสนับสนุนขบวนการปฏิวัติ
ดังนั้นวิธีการที่จะแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่การปราบปรามกวาดล้างอย่างที่เคยปฏิบัติมา แต่รัฐบาลจะต้องช่วงชิงการนำเข้าทำลายเงื่อนไขความไม่เป็นประชาธิปไตยนี้เสียเอง ด้วยการขจัดอำนาจเผด็จการ อิทธิพลและอำนาจมืดให้หมดสิ้นไป แล้วสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ปรากฏเป็นจริงทั้งรูปแบบและเนื้อหา พื้นฐานความคิดทั้งหมดนี้นำไปสู่ “นโยบายการเมืองนำการทหาร”
เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเห็นด้วยกับแนวความคิดเหล่านี้และมีส่วนร่วมผลักดันให้นำไปสู่การปฏิบัติมาโดยตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำนโยบายการเมืองนำการทหารของกองทัพมาขยายผลเป็น “คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23” เรื่อง “นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์” ลง 23 เมษายน 2523 ทำให้ข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรมไม่เฉพาะแต่ฝ่ายทหารเท่านั้นต้องยึดถือปฏิบัติตาม จึงส่งผลให้รัฐบาลกลายเป็นฝ่ายรุกทางการเมืองต่อคอมมิวนิสต์ไทย จนกระทั่งสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในปี พ.ศ.2525
เฉพาะในภาคใต้ นโยบาย “ใต้ร่มเย็น” อันเป็นผลผลิตของคำสั่ง 66/23 จะมีผลอย่างสำคัญยิ่งต่อการแก้ปัญหาในภาคใต้ รวมทั้งพื้นที่ปลายด้ามขวาน
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์