อาชญากรรม : พลิกแฟ้มคดีดัง
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2552

ฆ่า-เผาศพ'โจแอน'คาวัดถ้ำเขาปูน

คดีหนึ่งที่สร้างรอยด่างให้แก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คือ การฆ่า-เผาอำพรางศพ "โจแอน มาเชเดอร์" นักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษเมื่อ 13 ปีก่อน ฆาตกรใจเหี้ยมเป็นพระ และก่อเหตุสลดภายในวัดอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองกาญจน์ !?!

 ปลายเดือนธันวาคม 2538 มิสเตอร์สจ๊วต มาเชเดอร์ พ่อของโจแอน ร้อนใจที่ไม่ได้รับการติดต่อจากลูกสาว ซึ่งบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวเมืองไทยและให้สัญญาว่าจะกลับมาฉลองคริสต์มาสช่วงปลายปี และขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม เขาจึงร้องขอให้เพื่อนในเมืองไทยประกาศตามหาลูกสาวทางหน้าหนังสือพิมพ์ ก่อนจะขึ้นเครื่องจากเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มาเมืองไทย พร้อมด้วยตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ดในวันที่ 30 ธันวาคมปีเดียวกัน

 พ.ต.อ.วรเทพ เมธาวัฒน์ ผกก.สส.สตม. เป็นผู้เข้ามารับผิดชอบคดี ออกค้นหาตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เกาะสมุย พังงา และภูเก็ต แต่ก็ไม่พบร่องรอยของโจแอน ผู้กำกับ และทีมสืบสวนจึงเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ด้วยการปูพรมค้นหาที่พักบริเวณถนนข้าวสาร เนื่องจากโจแอนในวัย 24 ปี เพิ่งเรียนจบ จึงได้รางวัลท่องเที่ยวออสเตรเลียและเมืองไทยเป็นของขวัญ หลังจากเข้าเมืองไทยพักกับเพื่อนที่เกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ก่อนจะไปซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่ข้าวสาร โดยครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวติดต่อเธออยู่ที่ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

 ชุดสืบสวนเริ่มต้นจากเกสต์เฮ้าส์หลังหนึ่งไปอีกหลัง หลังแล้วหลังเล่า นำรูปถ่ายโจแอนให้พนักงานดูคนแล้วคนเล่าก็ไม่เป็นผล แต่ความพยายามเป็นหนทางสู่ความสำเร็จฉันใด ชุดสืบสวนทีมนี้ก็ได้รางวัลแห่งความพยายามนั้น เมื่อหนึ่งในทีมสังเกตเห็นเป้ใบใหญ่วางอยู่หลังเคาน์เตอร์เกสต์เฮ้าส์หลังหนึ่ง มีป้ายสายการบินที่โจแอนโดยสารมาติดอยู่จึงสอบถามพนักงานและขอตรวจค้น ก็พบว่าเป็นของโจแอนจริง

 ภายในเป้ชุดสืบสวนพบฟิล์มถ่ายรูป 6 ม้วน จึงนำไปอัดขยาย เพื่อตามรอยโจแอน แล้วก็พบกับสิ่งหนึ่งนั่นก็คือ แหม่มสาวมีรองเท้าอยู่ 3 คู่ หนึ่งในนั้นเป็นรองเท้าเดินป่าซึ่งหายไปจากเป้ ประกอบกับหลักฐานที่ได้มาเป็นตั๋วท่องเที่ยวภาคใต้หลังกลับจากแม่ฮ่องสอน ซึ่งเธอยังมีเวลาเหลืออีก 2 วัน จึงสันนิษฐานว่าโจแอนน่าจะต้องการใช้เวลาให้คุ้มค่าด้วยการไปเที่ยวป่าที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก จนได้ข้อสรุปว่าถ้าไม่เขาใหญ่ก็น่าจะเป็นกาญจนบุรี !?!

 ระหว่างนี้ชุดสืบสวน สตม.ประสานข้อมูลไปยังตำรวจพื้นที่ ก่อนจะแยกย้ายกันลงไปตามหาเบาะแส ไม่นานก็ได้รับคำตอบกลับมาจากตำรวจเมืองกาญจน์ ว่าพบสมุดไดอารี่ของโจแอนในเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่ง รำพึงรำพันถึงความเอื้ออารีของครูเนตรนารีแนะนำที่พักแห่งนี้ ชุดสืบสวนลงพื้นที่เสาะแสวงหาเบาะแสเพิ่มเติม พบว่าโจแอนได้เช่ารถจักรยานจากร้านเช่าแห่งหนึ่ง ดังนั้นที่ที่เธอไปน่าจะเป็นสุสานทหารและวัดถ้ำเขาปูน หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของกาญจนบุรี

 วัดถ้ำเขาปูนอยู่เลยสุสานสัมพันธมิตรช่องไก่ไปประมาณ 2 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีราว 6 กิโลเมตร เคยเป็นที่ตั้งค่ายเชลยศึกขนาดใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีถ้ำขนาดกลางอยู่ในบริเวณวัด ภายในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ ด้านหลังติดแม่น้ำ มีพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่อยู่บนยอดเขา จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาชื่นชมความงามตามธรรมชาติ และระลึกถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอ เมื่อชุดสืบสวนเดินทางไปถึงก็พบรถจักรยานจอดทิ้งอยู่ในอาณาบริเวณวัด

 ผู้กำกับวรเทพเตรียมเข้าพบเจ้าอาวาสและเรียกพระลูกวัดรวมถึงทุกคนมาสอบปากคำรายตัว แต่บังเอิญว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีการร้องเรียนเรื่องพระลูกวัดรูปหนึ่งข่มขืนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้กำกับวรเทพจึงเปลี่ยนแผนไปที่กุฏิพระยอดฉัตร หรือยอดชัด เสือภู่ ซึ่งเคยมีประวัติข่มขืนจนติดคุกและเพิ่งมาบวชได้ไม่นานแทน ส่วนอีกทีมมุ่งหน้าไปที่ถ้ำซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากว่า "ถ้ำทิ้งหมา" ไม่นานความจริงทั้งหมดก็ปรากฏออกมาจากปากคำของพระยอดฉัตร

 "ลงมือฆ่าโจแอนด้วยการผลักเธอตกลงไปในโพรงถ้ำจนเสียชีวิต แล้วปีนลงไปปลดทรัพย์สินแล้วเผาศพทำลายหลักฐาน"

 ส่วนอีกทีมระดมกำลังค้นหาศพอย่างละเอียด ก็พบกองกระดูกอยู่ในโพรงถ้ำทิ้งหมา แน่นอนว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโจแอน บัณฑิตสาวเหยื่อฆาตกรรมที่ตำรวจและพ่อของเธอกำลังตามหาอยู่นั่นเอง

 มาตรการล้อมคอก

 พล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบก.ทท. เปิดเผยว่า คดีอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เกี่ยวกับทรัพย์และร่างกาย จากสถิติทั่วประเทศอาชญากรรมประเภทแรกมีมากกว่า ส่วนใหญ่ที่ได้รับการร้องทุกข์มากที่สุดคือ เรื่องชิงทรัพย์ลักทรัพย์บนรถบัสหรือรถตู้ขณะเดินทางไปท่องเที่ยว โดยกลุ่มมิจฉาชีพพยายามฉวยโอกาสลงไปรื้อค้นกระเป๋าใต้ท้องรถ นอกจากนี้ก็เป็นการลักทรัพยในโรงแรมด้วยวิธีการที่แยบยล และที่น่ากลัวคือกลุ่มแขกขาวที่แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวฉวยโอกาสตอนเผลอแล้วลักทรัพย์นักท่องเที่ยวด้วยกันเอง ที่เหลือก็เป็นที่รู้กันอยู่ ได้แก่ หลอกซื้ออัญมณี ไกด์ผี ทัวร์เถื่อน ซึ่งตำรวจท่องเที่ยวคอยประชาสัมพันธ์ให้ระวังอยู่ตลอดเวลา

 พล.ต.ต.อดิศร์ กล่าวต่อว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุร้ายต่อนักท่องเที่ยวประเทศไทยจะถูกเพ่งเล็ง มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ มาพูดถึงอีก อย่างไรก็ดีตำรวจมีหน้าที่เฝ้าระวัง ปัจจุบันตำรวจท่องเที่ยวพยายามจับตาแคมป์คนงานก่อสร้างเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากประเทศที่สาม ไม่มีประวัติในข้อมูลตำรวจ ส่วนมาตรการเชิงรับอีกประการคือเวลามีเรื่องเกิดขึ้นในเมืองไทย แล้วปรากฏคลิปบนเว็บไซต์ยูทูบจะต้องนำข้อเท็จจริงโพสต์ลงยูทูบ เพื่อเป็นการอธิบายให้คลายข้อข้องใจทันที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานจะเกิดการเข้าใจผิดได้

 "เราทำได้อย่างเดียวคือการเฝ้าระวัง ซึ่งก็ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะรู้สึกอย่างไร ไม่รู้ว่าคนขายลูกชิ้นปิ้งจะเกิดอารมณ์ทางเพศแล้วก่อเหตุเมื่อไร" ผบก.ทท. กล่าวทิ้งท้าย