"โรงเรียนชาวนาฯ"แห่ง ร.ร.สบปราบพิทยาคม
เพราะ ข้าว เป็นมากกว่าอาหารหลักของคนไทย เพราะ ข้าว เป็นวิถีชีวิต และมีจิตวิญญาณผูกพันกับคนไทยมาช้านาน ข้าวจึงเป็นทั้งสมบัติและวัฒนธรรมของชาติแต่ความเจริญ
ทางด้านวัตถุและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ลูกหลานชาวนาละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดและอาชีพของบรรพบุรุษไปทำงานในเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่า อาชีพทำนานั้นเป็นอาชีพที่ลำบากและมีรายได้น้อย แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้นหารู้ไม่ว่า อาชีพทำนานั้นมีทั้งเกร็ดชีวิตและคุณค่าแฝงอยู่มากมาย
"เพื่อเป็นการสืบทอดอาชีพอันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ โครงการ “โรงเรียนชาวนา สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น” ของโรงเรียนสบปราบพิทยาคม อ.แม่ทะ จ.ลำปาง จึงได้เกิดขึ้นในปี 2551 เพื่อทำหน้าที่สืบสานอาชีพ พิธีกรรมและวัฒนธรรมการทำนา อย่างยั่งยืนด้วยการเป็นแหล่งเรียนรู้ ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แก่นักเรียน ชุมชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป" นายสกล ทะแกล้วพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสบปราบพิทยาคม ย้อนที่มาโรงเรียนชาวนาฯ
ผอ.สกล เล่าว่า ร.ร.ชาวนา เน้นให้เยาวชนรู้จักการดำเนินชีวิตแบบพอประมาณ อย่างมีความสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสืบทอดวัฒนธรรม อาชีพ ประเพณี และภูมิปัญญาของท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย ด้วยการบรรจุโครงการโรงเรียนชาวนาฯ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ในหน่วยการเรียนรู้ : วิถีข้าว วิถีพอเพียง ของรายวิชาท้องถิ่นศึกษาในสาระวิชาสังคมศึกษา เพื่อให้นักเรียนทุกระดับชั้นเรียน ตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ในพื้นที่ของโรงเรียนชาวนาฯ ซึ่งต้องขอบคุณบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่เยาวชนและชุมชน เช่นนี้
ปัจจุบัน โรงเรียนชาวนาฯ ได้เปิดแหล่งเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน อาทิ พื้นที่ทำนา พื้นที่ปลูกผักสวนครัว พื้นที่บ่อเลี้ยงปลา พื้นที่สร้างที่อยู่อาศัย นี่คือวิถีข้าว วิถีพอเพียงด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ ผสมผสานระหว่างวิชาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การเกษตร ฟิสิกส์ และคุณธรรมจริยธรรม เริ่มต้นด้วยการสู่ขวัญข้าวและสู่ขวัญควายที่ทำพิธีโดยปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นการขอขมาและขอบคุณแม่โพสพหรือเทพีแห่งข้าว และเป็นการเตือนสติให้คนมีความกตัญญูกตเวทีรำลึกถึงบุญคุณของผู้ที่ได้ช่วยเหลือคน อย่างเช่น ควายที่ใช้ไถนา
ขั้นตอนต่อมาคือการไถนา ปักดำ ดูแลรักษาต้นข้าว และการลงแขกกุศโลบายของบรรพบุรุษที่สอนให้คนมีน้ำใจช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน และมีความรักสามัคคีต่อกัน ต่อจากนั้นเป็นขั้นตอนการฟาดข้าว และขั้นตอนสุดท้ายคือ การทำความสะอาดเมล็ดข้าวโดยอาศัยแรงลม เป็นการนำหลักฟิสิกส์มาช่วยในการแยกสิ่งเจือปนออกจากเมล็ดข้าว นักเรียนยังนำเอาความรู้การเกษตร คหกรรม การบัญชี และการตลาดมาบูรณาการร่วมกันสำหรับการปลูกพืชผักสวนครัว ที่ลดการพึ่งพาสารเคมี
"และเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ผลผลิตที่ได้จากฝีมือของเด็กๆ นั้น จะถูกนำมาแบ่งปันบริโภคกันภายในโรงเรียน ผักสดส่วนที่เหลือจะนำออกจำหน่าย หรือ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เก็บไว้รับประทานได้นาน ทั้งนี้ รายได้ทั้งหมดจะถูกบันทึกลงในบัญชีครัวเรือนของโครงการต่อไป" ผอ.สกล กล่าวด้วยรอยยิ้ม
น.ส.หนึ่งฤทัย ม่วงสอน หรือ “น้องบี” นักเรียนชั้น ม.5. สมาชิก ร.ร.ชาวนา รุ่นบุกเบิก เล่าว่าก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่โรงเรียน ผู้มาเยี่ยมชมทุกท่านก็จะได้พบกับมัคคุเทศก์น้อยที่มาคอยต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันสดใส พร้อมนำเสนอข้อมูลโรงเรียนชาวนาฯ แบบ 2 ภาษา (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ในระหว่างการเยี่ยมชมกระท่อมชาวนา มีการจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา และอุปกรณ์การทำนา บ่อเลี้ยงปลา แปลงพืชผักสวนครัว โรงเรือนเพาะเห็ด เตาแก้จนที่ใช้ผลิตน้ำส้มควันไม้ไล่แมลง และทุ่งนาที่มีต้นข้าวเขียวขจี
"แขกผู้มาเยือนยังได้เพลิดเพลินกับการขับขานลำนำกลอนภาษาไทยและเสียงดนตรีพื้นเมืองจากน้องๆ นักเรียนที่นั่งล้อมวงบรรเลงกันอยู่บนกระท่อมชาวนา และก่อนเดินทางกลับยังสามารถอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตรที่รับประกันคุณภาพว่าสดและปลอดภัยจากสารเคมี เช่น มะละกอ ฟักทอง ถั่วฝักยาว เห็ด พริก หรือพืชผักอื่นๆ ที่หมุนเวียนปลูกตามฤดูกาล ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิ ข้าวเกรียบฟักทอง โดนัทและคุกกี้มะละกอ และน้ำพริกปลา " น้องบี เล่าด้วยรอยยิ้ม
เช่นเดียวกับ "น้องปราง" น.ส.สุปราณี คำภิระ สมาชิก ร.ร.ชาวนา อีกคน บอกว่า โครงการนี้ทำให้ตนและเพื่อนๆ รู้จักคุณค่าของข้าวมากขึ้น รักและเข้าใจชาวนา ไม่กินทิ้งกินขว้าง รักและสามัคคีรู้จักการทำงานเป็นทีม และตอนนี้พวกเรามีทั้งทักษะและความรู้ เพื่อสืบสานอาชีพที่มีคุณค่าของบรรพบุรุษไทยได้เต็มภาคภูมิ
หากมีโอกาสขับรถบนเส้นทางถนนพหลโยธินขาออก หลักกิโลเมตรที่ 552 ผ่านตัว อ.สบปราบ จ.ลำปาง มาสักเล็กน้อย อย่าลืมแวะเยี่ยมชมโรงเรียนชาวนาฯ ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน แห่งโรงเรียนสบปราบพิทยาคม เพื่อร่วมสืบสานอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้คงอยู่สืบไป







