(24ก.ย.) ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง กระตุ้นให้บรรดาผู้นำโลก ช่วยกันแบกรับภาระต่าง ๆ ที่เป็นวิกฤติที่โลกกำลังเผชิญอยู่ โดยระบุว่า ประชาคมโลกกำลังเผชิญปัญหาและความท้าทายหลายอย่าง ทั้งการก่อการร้าย การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ปัญหาโลกร้อนความยากจน และโรคระบาด เขายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความรับผิดชอบแก้ปัญหาเหล่านี้ แทนที่จะรอให้สหรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะสหรัฐไม่อาจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วงได้โดยลำพัง
ประธานาธิบดีโอบาม่า ยังได้สัญญาว่า สหรัฐจะพยายามเข้าให้ถึงยุคใหม่แห่งความเกี่ยวข้องกัน โดยอาศัยพื้นฐานของสิทธิประโยชน์และความเคารพซึ่งกันและกัน แต่ขณะเดียวกันก็ใช้โวหารเหน็บแนมผู้นำหลายคน ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประชุมระดับนานาชาติ วิพากษ์
วิจารณ์สหรัฐอย่างรุนแรง ซึ่งเขากล่าวว่า เสียงสะท้อนต่อต้านอเมริกัน ที่แผ่ขยายไปทั่วโลกในช่วงรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ไม่ใช่ข้อแก้ตัวของการอยู่เฉย ๆโดยไม่ได้ทำอะไรเลย
หลังจากประธานาธิบดีโอบาม่า ก้าวออกจากโพเดียมไปแล้ว ผู้ที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์คนต่อไปคือ พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบีย ที่ต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีสหรัฐเป็นสมาชิกถาวรอยู่ ด้วยการเรียกว่า " คณะมนตรีที่น่าสะพึงกลัว " และกล่าวหาว่าปฎิบัติต่อประเทศเล็กกว่าอย่างเหยียดหยามและจัดเป็นพวกชั้นสอง
บรรดาผู้นำสหรัฐ รวมทั้งประธานาธิบดีบุช ต่างต้องเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติทุกปี พร้อมกับร่ายยาวสิ่งที่จะต้องดำเนินการและขอความร่วมมือกับชาติต่าง ๆ ในโลก โดยมักจะยกเหตุผลว่า สหรัฐได้ชื่อว่าเป็นประเทศร่ำรวยและเป็นมหาอำนาจ แต่ไม่อาจสะสางปัญหาต่าง ๆ ได้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของเดโมแครต หรือรีพับลีกัน ดังนั้น ในความสำคัญของสุนทรพจน์ของโอบาม่า จึงไม่ใช่ของใหม่แต่ความใหม่อยู่ที่เป็นการส่งสารที่ชัดเจน และนอบน้อมถ่อมตนกว่าเดิม
นอกจากทั้งขู่ทั้งปลอบเพื่อขอความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรแล้ว โอบาม่ายังชี้ให้เห็นถึงความเกาะเกี่ยวกันจนแยกไม่ออกในโลก เมื่อประเทศใดเกิดปัญหา ก็จะลุกลามไปยังประเทศอื่นด้วย และยากที่จะแก้ปัญหาได้ในจุดเดียวถ้าปราศจากความร่วมมือจากส่วนอื่น ๆ ที่เหลือ เขากล่าวว่า ในปี 2552 นี้ ยิ่งกว่าสิ่งใดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ก็คือการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างชาติและประชาชน
เขายังกล่าวยังถ่อมตัวด้วยว่า อเมริกาไม่ได้วางตัวว่าดีกว่าเหนือกว่าประเทศอื่น สิ่งที่อเมริกาต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคต คือ ไม่มีประเทศไหนสามารถหรือพยายามครอบงำประเทศอื่นและเป็นอนาคตที่เต็มไปด้วยสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง ที่เราสามารถเข้าถึงได้ เพียงแค่เรายอมรับว่า ทุกชาติต่างมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน และร่วมกันแสดงความรับผิดชอบ
การขึ้นเวทีของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งนี้ แม้จะอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่เคร่งขรึม แต่เขาก็ได้รับเสียงปรบมือแสดงความชื่นชมหลายรอบ ซึ่งหาได้ยากในสมัยของประธานาธิบดีบุช ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดีเนจ๊าด ของอิหร่าน ที่อาจจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของโอบาม่า ในห้องประชุมแห่งนี้ และมีกำหนดต้องขึ้นพูดหลังจากนี้ ยังนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เพียงแต่ไม่ได้ปรบมือให้เท่านั้น