ปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่เพียงเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์โลกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นผู้นำในยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมโลกอีกด้วย โดยรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ในทุกรุ่นทั่วโลกตั้งแต่ A-Class ไปจนถึง S-Class จะผลิตโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้ที่เรียกว่า “BlueEFFICIENCY” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์คิดค้นขึ้น เพื่อลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยกลยุทธ์นี้จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์แต่ละรุ่น ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การลดน้ำหนักตัวถังและอุปกรณ์ต่างๆ การปรับโครงสร้างของรถเพื่อเพิ่มแอโรไดนามิก หรือให้มีความลู่ลมมากที่สุด รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเชื้อเพลิงและพลังงานที่แตกต่าง ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถเพิ่มสมรรถนะให้แก่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในแต่ละรุ่นอีกด้วย และรุ่นที่จะเริ่มเข้ามาในไทยคือในรุ่น E-Class โฉมใหม่ เป็นต้น แนวทางรถยนต์ในอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายใต้นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม “BlueEFFICIENCY” สามารถแยกได้เป็น 3 แนวทางดังต่อไปนี้
1.ระบบขับเคลื่อนใช้น้ำมันแบบสันดาปภายใน เช่น เครื่องยนต์ CDI แบบ BlueTEC :ดีเซลที่ได้ชื่อว่าสะอาดที่สุดในโลก รถยนต์รุ่น BlueTEC ทั้งหมดจะสามารถใช้ได้กับน้ำมันมาตรฐานไอเสียของยุโรป EU6 ซึ่งจะบังคับใช้ในปี 2014
-เทคโนโลยีแบบ CGI มีความโดดเด่นเรื่องพละกำลังรถยนต์แรงแบบต่อเนื่องแต่มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันลดลง 10 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ โดยรวมแล้วเมอร์เซเดส-เบนซ์จะใช้เทคโนโลยี CGI ในรถยนต์แบบ 4 และ 6 สูบ
- BlueEFFICIENCY: เป็นเทคโนโลยีทรงประสิทธิภาพที่สุดในด้านการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยหลักการทำให้รถยนต์มีน้ำหนักเบาขึ้น ช่วยประหยัดน้ำมันขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ มีรุ่นที่จะนำมาเปิดในไทย คือ E-Class E 250 CGI BlueEFFICIENCY
- รถ NGT รุ่นที่ทำตลาดในไทยคือ E 200 NGT โดยการเติมแก๊สเต็มที่ 18 กิโลกรัม สามารถวิ่งได้ระยะทาง 300 กิโลเมตรโดยประมาณ
2.ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริด (hybridization) เป็นเทคโนโลยีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญมากและถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์รถยนต์สิ่งแวดล้อมในอนาคตอย่างยั่งยืน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเป็นรถยุโรปรายแรกที่นำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้และเปิดตัวแล้ว 2 รุ่นด้วยกันคือ S 400 HYBRID และ ML 450 HYBRID
โดยรถไฮบริดจะสามารถทำงานโดยใช้เครื่องยนต์ที่มีการสันดาปภายในร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า หรือสามารถทำงานแยกอิสระจากกันก็ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของรถยนต์และสภาพการขับขี่
3. ระบบขับเคลื่อนแบบไร้มลพิษ เป็นรถที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้าซึ่งได้มาจากการทำปฏิกิริยาทางเคมี โดยไม่ผ่านการเผาไหม้ ทำให้เกิดพลังงานสะอาดและปล่อยเป็น “น้ำ” จากท่อไอเสียซึ่งไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยประสิทธิภาพของรถระบบนี้จึงเหมาะที่จะเป็นรถยนต์ในอนาคตมากที่สุด รถยนต์ในระบบนี้จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางดังนี้
* รถ E-Cell : ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เป็นรถคอนเซ็ปต์แนวรักษ์สิ่งแวดล้อม ในชื่อ BlueZERO ซึ่งจะเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ในอนาคตและเหมาะสมสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางย่อยดังนี้ 1) the BlueZERO E-CELL 2) the BlueZERO F-CELL และ 3) the BlueZERO E-CELL PLUS ปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังอยู่ในขั้นพัฒนาระยะสุดท้ายและจะนำขึ้นสายการผลิตในเร็วๆ นี้ในรถ A-Class และ B-Class
* รถเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell หรือ F-Cell) : ใช้ในเชิงพาณิชย์แล้วในรุ่น A-Class, B-Class และรถบัสโดยสารรุ่น Citaro เริ่มใช้งานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก