ขณะให้พรญาติโยมที่มาทำบุญ
พระสงฆ์ที่ร่วมปฏิบัติศาสนกิจ
มอบวัตถุมงคลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ญาติโยม
ออกให้กำลังใจชาวบ้าน
ออกให้กำลังใจชาวบ้าน

พระราชพุฒิมุนี ประธานสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ในวัย ๗๖ ปี

การดำเนินงานโครงการพระสงฆ์ ในโครงการ พระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ เพื่อต้องการให้แต่ละวัดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่อย่างน้อยวัดละ ๕ รูป เพราะต้องการให้ประชาชนในพื้น ได้มีโอกาสทำบุญ และทอดกฐิน ตามประเพณีที่นิยมปฏิบัติของชาวพุทธ รวมทั้งไม่ต้องการให้วัดในพื้นที่ต้องกลายเป็นวัดร้าง

 พระสงฆ์ที่เข้าร่วมโครงการนั้น รับสมัครจากพระสงฆ์ที่มีความสมัครใจจากทั่วประเทศหลายร้อยรูป ส่วนที่เหลือจะเป็นพระสงฆ์ที่เข้าพิธีอุปสมบท ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

 ทั้งนี้ พระสงฆ์ที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ประมาณร้อยละ ๘๐ เป็นพระสงฆ์ที่เคยเข้าร่วมโครงการ และเคยไปจำพรรษาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว

 อีกทั้งผลการประเมินโครงการนี้พบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการให้พระรูปเดิมลงมาจำพรรษา

 หลังจากพระสงฆ์ในโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ เดินทางถึงวัดต่างๆ ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ซึ่งตลอดช่วงเข้าพรรษา วัดในพื้นที่จะมีพระร่วมจำพรรษากับพระเก่า  และพระจากโครงการต่างๆ รวมแล้วกว่า ๖๐๐ รูป

 พระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ เริ่มทำกิจของสงฆ์ด้วยการออกบิณฑบาต ร่วมกับพระในพื้นที่ โดยมีประชาชนที่ทราบข่าว จำนวนมากมาคอยใส่บาตรหน้าบ้าน และตามข้างถนน และบางคนที่มีบ้านอยู่นอกเส้นทางที่พระจะเดินบิณฑบาต ก็ได้ขี่รถจักรยานยนต์นำของใส่บาตรตามหาพระที่เดินบิณฑบาต ท่ามกลางกำลังทหาร ตำรวจที่คอยจัดชุดดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

 "การดำเนินงานโครงการนี้ ยืนยันว่า เพื่อต้องการให้วัดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติเท่านั้น ไม่ได้มีเหตุผลมาจากการเมือง หรือ เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด" นี่คือคำยืนยันของ พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประธานโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้
 
 อย่างไรก็ตาม เป็นเวลากว่า ๕ ปีแล้ว ที่ พระราชพุฒิมุนี ในวัย ๗๖ ปี ได้เสียสละชีวิตความสุขสบายจาก จ.หนองคาย มาจำพรรษาที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ตาม โครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ ที่เกิดขึ้นตามพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

 แต่จนถึงวันนี้ เจตนารมณ์ในการอุทิศตนเพื่อพระศาสนา  และเพื่อสนองพระราชดำริ พระสงฆ์รูปนี้ก็ยังคงมุ่งมั่นไม่เสื่อมคลาย แม้จะเกิดเหตุสะเทือนขวัญรายวัน และบ่อยครั้งที่ "เหยื่อ" ของกลุ่มโจรเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต เพื่อโปรดสัตว์ก็ตาม

 พระราชพุฒิมุนี บอกว่า "ก่อนมาจำพรรษาใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ต้องย้อนความไปตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วางระเบิด และฆ่าฟันผู้ทรงศีล เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ และได้มีโครงการโดยพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ โครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ อาตมาทราบข่าว จึงอาสามาทำงานสนองพระราชดำริ โดยตั้งใจและคิดเสมอว่า พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ จะทำให้ ๓ จังหวัดชายแดนใต้สงบได้ จึงอาสามา และในปีแรกก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานโครงการฝ่ายพระสงฆ์ ออกเยี่ยมให้กำลังใจพระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนทหารตำรวจ และผู้ประสบภัยจากเหตุไม่สงบ ส่วนจะจำพรรษาที่นี่ไปอีกนานแค่ไหนนั้น ไม่กำหนดระยะเวลา แต่ได้ตั้งปณิธานไว้แน่วแน่ว่า จะมาทำงานจนเหตุการณ์สงบ ตราบใดที่เหตุการณ์ยังไม่สงบ ก็จะไม่เลิก ไม่ทิ้งพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะลงมาอยู่มาเป็นขวัญ และกำลังใจตลอดไป และจะทำจนกว่าชีวิตจะหาไม่"

 "อาตมาเห็นสภาพความเป็นอยู่ของพระภิกษุ และสามเณรใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้แล้ว ก็ให้อดเป็นห่วงและสงสารไม่ได้ อย่าว่าแต่พระภิกษุสามเณรเลย อุบาสก อุบาสิกา ก็ลำบาก แม้ศาสนิกของศาสนาอื่น ก็อยู่กันอย่างลำบาก เวลาจะกระทำพิธีกรรมทางศาสนา ก็ต้องคอยระวังภัยตลอดเวลา ไม่รู้ว่า วันนี้เมื่อมากระทำกิจทางศาสนาแล้ว จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยหรือเปล่า"  พระราชพุฒิมุนี กล่าว

 พร้อมกันนี้ พระราชพุฒิมุนี พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า  "อาตมาอยากจะขอวิงวอนกับผู้ก่อความไม่สงบ หรืออาจจะหลงผิดไป เพราะการชักชวนของผู้ไม่หวังดีว่า ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ มุสลิม หรือศาสนาไหนๆ ก็สอนให้คนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้ช่วยเหลือดูแลกัน อยู่กันอย่างสันติ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งกันและกัน การฆ่านักบวช การฆ่าผู้ปฏิบัติกิจทางศาสนา ไม่ว่าเป็นชาติใด ศาสนาใด เป็นบาปหนัก มันยังไม่สายเกินไป หากท่านได้คิด และหยุดทำร้ายกัน หันมาร่วมมือสร้างความสงบสุขให้พี่น้องชาวไทย มาช่วยกันพัฒนาภาคใต้ ให้เจริญ ให้เป็นเมืองน่าอยู่เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ"
       
แจก "พระใส" ปลุกใจชาวบ้าน
 วัตรปฏิบัติ ของ พระราชพุฒิมุนี ระหว่างจำพรรษาได้ออกเยี่ยมตามวัดต่างๆ เกือบทุกวัดใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ และถวายจตุปัจจัยไทยทาน ตามความเหมาะสม

 บางครั้งก็ไปเยี่ยมโรงเรียนที่ถูกไฟไหม้ บางครั้งก็ได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียน ท่านจะไปเยี่ยมทุกที่ ไม่เลือกว่าเป็นไทยพุทธ หรือไทยมุสลิม อยากให้พวกเราคนไทยรักและสามัคคีกัน บางครั้งผ่านไปเห็นไทยมุสลิมขายพืชผลการเกษตร ท่านก็จะช่วยซื้อมาแจก มาถวายพระ พยายามสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยด้วยกัน

 บ่อยครั้งที่ท่านได้เดินทางออกไปปลุกปลอบขวัญกำลังใจชาวบ้านในพื้นที่ และมักจะแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชาวบ้านอยู่เสมอ ชาวบ้านที่ได้ฟังธรรมจากท่านมักจะถามเสมอว่า “หลวงพ่อ,หลวงปู่ มีของดีไหม อยากได้ไว้ป้องกันตัว”

 แม้ท่านจะรู้ว่า ไม่มีอะไรจะคุ้มครองเราได้เทียบเท่าพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณได้ แต่เพื่อเป็นการปลุกปลอบขวัญกำลังใจชาวบ้านที่มีความหวาดกลัวอย่างหนัก ท่านจึงได้อาราธนาพระผง "หลวงพ่อพระใส" ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองหนองคาย ไปมอบให้ชาวบ้านทุกครั้ง

 โดยก่อนจะมอบพระ ท่านจะสวดพระพุทธมนต์ โดยเฉพาะ “คาถาอุปปาตสันติ” ซึ่งมี ๒๗๑ คาถา เพื่อปลุกเสกพระพุทธคุณให้ด้วย

 ด้วยความมุ่งมั่น และกล้าหาญของท่านนี่เอง จึงทำให้ท่านได้รับราชทินนามว่า “วีรศาสนกิจ” หมายถึง ผู้ปฏิบัติศาสนกิจที่มีความอาจหาญ กล้าหาญชาญชัย ซึ่งนับว่าเหมาะสมกับราชทินนามดังกล่าว ด้วยประการทั้งปวง

 "อย่าว่าแต่พระภิกษุสามเณรเลย อุบาสก อุบาสิกา ก็ลำบาก แม้ศาสนิกของศาสนาอื่น ก็อยู่กันอย่างลำบาก เวลาจะกระทำพิธีกรรมทางศาสนา ก็ต้องคอยระวังภัยตลอดเวลา"

เรื่อง - ภาพ... "อมรรัตน์ เข็มขาว"
ศูนย์ข่าวภาคใต้