ในอดีต ประเทศไทยเคยมีปัญหาความมั่นคงจากลัทธิคอมมิวนิสต์ถึงขั้นทำสงครามกลางเมืองต่อกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดสังคมไทยก็สามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจกับปัญหาคอมมิวนิสต์ไทยจึงย่อมเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และเงื่อนไขต่างๆ คล้ายคลึงกันไม่น้อย
ลัทธิคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยคนจีนที่อพยพเข้าประเทศตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และเคลื่อนไหวติดต่อกันมาโดยตลอดโดยมิได้มีการใช้อาวุธ จนถึงการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2504 จึงมีมติให้ใช้แนวทางปฏิบัติติดอาวุธอย่างเป็นทางการตามแนวทางปฏิวัติของจีน และได้เริ่มใช้อาวุธต่อสู้เจ้าหน้าที่เป็นครั้งแรกเมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. ๒2508 ซึ่งรู้จักกันในนาม “วันเสียงปืนแตก” ที่ชนบทภาคอีสาน
จากนั้นเมื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง การต่อสู้ด้วยอาวุธของคอมมิวนิสต์ไทยก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นและขยายขอบเขตพื้นที่การต่อสู้จนครอบคลุมไปทั่วประเทศ ดังนั้น ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2512 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงประกาศขยายกองกำลังขึ้นเป็น “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย” ซึ่งมีการจัดและการบังคับบัญชาอย่างเป็นระบบเพื่อทำ “สงครามประชาชน” กับฝ่ายรัฐบาลเพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐในที่สุด
ในการทำสงครามประชาชน ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นสำคัญนั้น ฝ่ายคอมมิวนิสต์ถือว่า “งานการเมือง” เป็นงานชี้ขาด ส่วน “งานการทหาร” นั้น เป็นเพียงงานสนับสนุนเท่านั้น
ปัญหาสำคัญที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองในการเรียกร้องและนำประชาชนเข้าร่วมขบวนการสงครามปฏิวัติของตนมาจาก ความไม่เป็นประชาธิปไตยของประเทศที่นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ถูกกดขี่ข่มเหงรังแกและขูดรีดเอารัดเอาเปรียบจากอำนาจ “เผด็จการ อิทธิพล และอำนาจมืด” ซึ่งเรียกว่า “เงื่อนไขประชาธิปไตย”
นอกจากนั้น ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ความไม่เป็นเอกราชของประเทศ แม้ในภาพที่ปรากฏทั่วไป ดูเหมือนว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศเอกราชก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วฝ่ายคอมมิวนิสต์เห็นว่า ตกอยู่ภายใต้การครอบงำและบงการจากอเมริกาอย่างสิ้นเชิงเปรียบเสมือน “เมืองขึ้น” สภาพความเป็นจริงนี้เรียกว่า “เงื่อนไขประชาชาติ”
คอมมิวนิสต์ไทยอธิบายว่า การที่จะให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยและความเป็นเอกราชนั้น การเปลี่ยนแปลงทางรัฐสภาแบบสันติวิธีไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากผู้ยึดกุมอำนาจอยู่ย่อมไม่มีวันปล่อยมือ ดังนั้น จึงไม่มีทางอื่นนอกจากต้องใช้อาวุธเข้าทำสงครามประชาชนเพื่อทำลายล้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดประชาธิปไตยและขับไล่อเมริกาออกไปจากประเทศไทย ตามแนวทาง “อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน” โดยมีตัวอย่างความสำเร็จในจีน
อย่างไรก็ตาม ต่อมาปรากฏว่า การใช้เงื่อนไขประชาชาติไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เนื่องจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ไทยเป็นเมืองขึ้นอเมริกาอย่างไร เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไทยยังคงเอกราชอย่างสมบูรณ์เพียงแต่มีนโยบายสอดคล้องกับฝ่ายโลกเสรีเท่านั้น ดังนั้นในเวลาต่อมา คอมมิวนิสต์ไทยจึงเลือกใช้เงื่อนไขประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวในการเคลื่อนไหวชี้นำประชาชนซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เพราะสอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมในช่วง พ.ศ. 2490 จนถึง พ.ศ. 2520 ซึ่งการเมืองไทยมีลักษณะไม่เป็นประชาธิปไตยมาโดยตลอด จึงกลายเป็นเงื่อนไขสนับสนุนความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ไทยซึ่งพุ่งขึ้นสู่กระแสสูงในช่วงปลายทศวรรษ 2520 จนมีคำขวัญในหมู่พลพรรคคอมมิวนิสต์ไทยขณะนั้นว่า “จากวนาสู่นาคร ในปี 2525”
ปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีธรรมชาติที่คล้ายคลึงกับปัญหาการก่อการร้ายจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีตอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไป
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์