นายวิรัช กาญจนพิบูลย์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “แรงกดดันต้นทุนไฟฟ้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ“ จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่าแนวโน้มค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงของพลังงานในประเทศ เพราะพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ทำให้ทุกฝ่ายต้องหยิบประเด็นความจำเป็นในการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงที่หลากหลาย เช่น พลังงานทดแทน ถ่านหิน และนิวเคลียร์
นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโครงการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน กฟผ.ให้ความสำคัญ เพราะสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ เช่น โครงการเปลี่ยนหลอดไฟใช้หลอดผอม โดยล่าสุดมีโครงการส่งเสริมการใช้หลอดผอมใหม่ที 5 หากสามารถเปลี่ยนหลอดที่ใช้ในประเทศจำนวน 200 ล้านหลอด มาเป็นหลอดที 5 จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 3,000 เมกะวัตต์ หรือหากเปลี่ยนได้แค่ 1 ใน 3 ของจำนวนหลอดที่มีอยู่ก็จะลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ถึง 3 โรง วงเงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท
นายสุวิทย์ ลิ้มวัฒนะกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) แสดงความเป็นห่วงต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค หลังพบว่าช่วงวิกฤติน้ำมันแพงมีผู้ใช้รถจำนวนมากหันไปใช้ก๊าซ แสดงถึงผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะค่าไฟฟ้าของไทยระดับ 2-3 บาทต่อหน่วย แม้จะไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ถ้าเทียบสัดส่วนค่าไฟฟ้าต่อรายได้ประชากร ถือว่าสูงเกินไป เมื่อเทียบกับสหรัฐ ที่มีค่าไฟฟ้าใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่รายได้ของประชากรต่อคนต่อปีของไทยต่ำกว่าสหรัฐหลายเท่า
ขณะเดียวกันค่าไฟฟ้าของไทยยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งย่อมกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านของต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต