นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตประธานอนุกรรมการบริหารการลงทุน กองทุนประกันสังคม (สปส.) กล่าวบรรยายเรื่อง “มุมมองการบริหารกองทุน สปส.” ว่า การหาผลประโยชน์เพิ่มให้แก่กองทุน สปส.เป็นเรื่องสำคัญ เพราะขณะนี้ตามสูตรคำนวณที่คิดขึ้นมาโดยประมาณการพบว่า ในปี 2557 เงินกองทุนจะมียอดครบ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งกองทุน สปส.จะต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพคนละ 3,000 บาท เป็นจำนวนกว่า 7 หมื่นคน จะทำให้เริ่มมีเงินไหลออก ขณะที่การลงทุนในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องดูว่าเงินที่ได้มาจะลงทุนอย่างไรไม่ให้กระทบกับเงินกองทุนและมีผลประโยชน์เพิ่ม
ทั้งนี้ ประเมินว่า ในปี 2580 ยอดเงินกองทุนจะสูงถึง 7 ล้านล้านบาท แต่ในปี 2590 สถานะของกองทุน สปส.จะเริ่มมีรายได้ลดลง เงินสะสมในกองทุน สปส.จะเริ่มติดลบ จึงเป็นภาวะจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนและหาช่องทางให้กองทุน สปส.มีรายได้ให้มากเพียงพอกับรายจ่ายในส่วนต่างๆ ในอนาคต โดยช่องทางการเพิ่มรายได้ของกองทุน สปส.มีตั้งแต่การเพิ่มเงินสมทบ โดยปรับเพดานการจ่ายเงินให้สูงกว่า 1.5 หมื่นบาท เน้นให้ผู้มีรายได้มากจะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน หรือการแก้ไขกฎหมายให้กองทุน สปส.สามารถถือหุ้นการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ รวมทั้งการยืดระยะเวลาการจ่ายเงินบำนาญชราภาพออกไปจากเดิม 15 ปี เป็น 20 ปี
“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องคิด เพราะเราไม่สามารถรอวันกองทุนติดลบโดยไม่ทำอะไรเลย” นายพิชัย กล่าวและว่า ในอนาคตต้องปรับนโยบายการลงทุนที่รองรับการลงทุนทางเลือก หรือการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และหาตลาดทุนรองรับจำนวนเงินลงทุนที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นมืออาชีพด้านการลงทุน ที่มีประสิทธิภาพมีความคล่องตัว ในการตัดสินใจการลงทุน ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายที่มีความสำคัญมาก
ด้านนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการ สปส.กล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อเสนอ เพื่อเตรียมการป้องกันการติดลบของกองทุนในอนาคต เห็นด้วยกับข้อเสนอให้มีการเพิ่มช่องทางการลงทุนให้รับกับขนาดของกองทุนที่จะใหญ่มากขึ้น แต่การดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป ยังไม่สามารถกำหนดชี้ชัดได้ว่าจะเริ่มทำได้เมื่อไร เนื่องจากต้องดูปัจจัยภายใน ภายนอกประกอบกัน