วันอังคารที่ 8 กันยายน 2552
ส่งต่อ
พิมพ์
ขนาดตัวอักษร
Reset
คมชัดลึก :ถ้าเราคนไทยให้ความสำคัญกับสื่อตะวันตก ไฉนไม่รับฟังทัศนะของ "สตีเฟน ยัง" ฝรั่งลูกทูตอเมริกัน ที่เติบโตและเคยศึกษาอยู่บนแผ่นดินทอง ยิ่งเขาคนนี้เป็นคนค้นพบอารยธรรมบ้านเชียงแล้ว ไยเรื่องการบ้านการเมืองไทยในมุมมองของเขาจึงไม่น่าสนใจเล่า !?!
ในฐานะนักศึกษาฮาร์วาร์ดที่ค้นพบบ้านเชียง แหล่งโบราณคดีแห่งที่ราบสูง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี และในฐานะลูกชายทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เติบโตและศึกษาเล่าเรียนอยู่ในเมืองไทย เฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการปกครอง ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมมาจนถึงการคืบคลานเข้ามาของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ "สตีเฟน ยัง" ยังเป็นอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย มุมมองของเขาต่อประเทศไทยที่รักและห่วงใย จึงเป็นสิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ รายการชีพจรโลกกับ สุทธิชัย หยุ่น ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท จึงเชิญมาแสดงทัศนะเกี่ยวกับการเมืองและการปกครองของไทยที่กำลังเข้าสู่ยุคแตกขั้ว
"พ่อผมใกล้ชิดกับในหลวง ใกล้ชิดกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2504 มีช่องว่างระหว่างคนชนชั้นสูงกับคนจนในชนบท ซึ่งเป็นช่องว่างจริงๆ ในวันนี้ปี 2552 เมื่อผมได้ยินกลุ่มเสื้อแดงพูดว่า ไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวยในกรุงเทพฯ กับคนจนในชนบท ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ทุกวันนี้ช่องว่างมีเพียงแค่นี้ ที่อเมริกาก็มีช่องว่าง แต่ในปี 2504 ช่องว่างมันขนาดนี้" สตีเฟนทำมือประกอบให้เห็นถึงขนาดของช่องว่างที่แตกต่างกันมาก
สตีเฟนเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อปี 2504 หรือเมื่อ 48 ปีก่อน สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้า น้ำประปาใช้ ถนนเป็นดินลูกรัง แต่นับวันที่ล่วงผ่านไปมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในเมืองไทยตลอดเวลา เมื่อได้ยินเรื่องแปลกๆ ทำนองว่าประเทศไทยยังไม่มีนั่นไม่มีนี่ ต้องเปลี่ยนแปลง ปัญญาชนบางคนต้องการการปฏิวัติ เขาจึงมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ และทำให้มองไปถึงความทะเยอทะยานของผู้ชายคนที่ชื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ตั้งแต่เริ่มทำชิน คอร์เปอเรชั่นฯ กับการได้มาซึ่งสัมปทานโทรศัพท์จากรัฐบาลโดยระบบ "ผูกขาด"
สตีเฟนย้ำว่า สาเหตุที่ทักษิณทำเงินได้เยอะและกลายเป็นคนร่ำรวย เพราะรัฐบาลได้มอบความเป็นบุคคลอภิสิทธิ์ให้เขา ให้สิทธิพิเศษในการผูกขาด เป็นการปกครองโดยคนชั้นสูง กลุ่มคนร่ำรวยและมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น
"นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มจากความยากจนแล้วไต่เต้าขึ้นมา เขามีสายสัมพันธ์พิเศษ และผมเห็นเขาใช้สายสัมพันธ์พิเศษเหล่านั้น"
พร้อมกันนี้ สตีเฟนยังเสนอมุมมองเกี่ยวกับความคิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่เป็นแบบจักรพรรดิของจีน ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดย "ฉิน จื่อ หวาง" แบ่งเป็น เบื้องบนคือสวรรค์ ถัดลงมาเป็นคนคนหนึ่ง ส่วนเบื้องล่างคือคนที่เหลือ แล้วเข้าควบคุมรัฐบาล ตำรวจ ผู้พิพากษา นักธุรกิจ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ทำให้ทุกสิ่งอยู่ใต้เขา ซึ่งไม่เคยมีผู้นำไทยคนไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พยายามทำเช่นนี้มาก่อนเลย
เขาชี้ว่าในเมืองไทยคนตัวเล็กๆ มักจะแหงนมองคนสำคัญ เพราะพวกเขามีความรู้สึกของระบบอุปถัมภ์อยู่ ทว่าทักษิณเข้าไปตัดลำดับขั้นต่างๆ เพื่อเข้าไปปกครองโดยตรง ทุกคนทำงานภายใต้ตัวผู้นำ ไม่ใช่ความร่วมมือแบบเก่าๆ แต่คนส่วนใหญ่ทำงานให้ทักษิณและเชื่อว่าทักษิณจะใช้เงินดูแลพวกเขา เมื่อถามว่าลักษณะเช่นนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ สตีเฟนบอกว่าประชาธิปไตยที่ปราศจากศีลธรรมจะย่ำแย่ แต่ความยุติธรรมต่างหากคือสิ่งจำเป็น
"ย้อนกลับไปที่ อริสโตเติล หากคุณเป็นประชาธิปไตย แต่คุณฉ้อโกง ทำร้ายผู้อื่น เราเรียกว่าทรราช คุณไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม นั่นเป็นระบบที่เลวร้าย อริสโตเติลกล่าวไว้ว่าทุกๆ ระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ ขุนนาง หรือประชาธิปไตย ต้องมีกฎหมาย มีศีลธรรม และเป็นธรรม ที่จะควบคุมอำนาจในทางมิชอบ"
อย่างไรก็ดี สตีเฟนได้ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเดินไปผิดทางคือ การปกครองลักษณะเดียวกับอาร์เจนตินา ภายใต้การนำของ "ฮวน เปรอง" ที่ไปหาคนจนแล้วโทษคนรวย บอกให้คนจนโหวตเขาแล้วเขาจะลงโทษคนรวย เอาเงินจากคนรวยมาให้คนจน เอาคนจนไปต่อสู้กับคนรวย ทั้งที่ปี 1930 ก่อนยุคฮวน เปรอง อาร์เจนตินาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่ผู้นำเผด็จการได้ทำลายเศรษฐกิจและสร้างพรรคเผด็จการ 70 ปีต่อมาอาร์เจนตินาก็เผชิญกับความยากจนและแตกแยก สตีเฟนมองว่าหากไทยยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็จะประสบชะตากรรมเดียวกัน
สตีเฟนย้ำว่า ระบบที่ดีอยู่ที่ใครจะสร้างความยุติธรรมในสังคมได้ ใครที่ปกครองอย่างมีศีลธรรม สามารถตรวจสอบควบคุมซึ่งกันและกันได้ รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี แต่บางคนที่มีเงินเข้ามาแล้วทำตัวเหมือนหนูที่เอาเนยแข็งทั้งก้อนไป คุณความดีของรัฐธรรมนูญสูญหายไป ผู้คนไม่พอใจ ประท้วง ปฏิเสธการประนีประนอม ที่ผ่านมาสตีเฟนได้ยินทักษิณพูดว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 49 ล้มล้างเขา ตั้งแต่นั้นเขาถูกข่มเหงมาโดยตลอด ทั้งที่ก่อนหน้าทักษิณได้ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและทำลายกฎหมาย สร้างความชอบธรรมและอะลุ้มอล่วยทางกฎหมาย คือ เขาได้เริ่มกระบวนการล่มสลายเอง และรัฐประหารก็เป็นส่วนหนึ่งของการล่มสลาย
"ตอนนั้นผมรู้สึกเศร้าใจ อะไรคือทางออกของไทย ถ้าเดินหน้าต่อกับทักษิณก็จะจบลงด้วยเผด็จการแบบจีน ซึ่งไม่ดีกับประเทศไทย แต่ถ้าเลือกรัฐประหารมันก็ขัดรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยไม่ควรอยู่ในจุดนั้น ไม่ใช่เพราะกองทัพ ไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่เป็นเพราะคนคนหนึ่งกับทีมของเขาเอง"
เมื่อถามย้ำว่าทักษิณโทษป๋าเปรมว่าเป็นต้นเหตุของความเดือดร้อนทั้งหมด สตีเฟนตอบว่าทักษิณเป็นคนฉลาดพูด เขารู้จักหัวใจของคนไทยดี รู้ว่าควรจะพูดอะไรให้คนไทยคิดเหมือนเขา ในตะวันตกเรียกว่า "ผู้ปลุกปั่น" เขาจะศึกษาตัวคนฟังและอารมณ์ แล้วพูดในสิ่งที่คนอยากได้ยิน ไม่ใช่ชอบหรือห่วงใย แต่เพราะต้องการบางอย่างคือ เสียงโหวตและความภักดี
ท้ายที่สุดแล้วสตีเฟนยังมีความหวังว่า ความแตกแยกทางการเมืองในไทยแก้ไขได้ ถ้าทุกฝ่ายนั่งลงแล้วคุยกันถึงวิธีแก้ปัญหาแบบไทยๆ แล้วทำงานร่วมกัน เช่น โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาการศึกษา ฯลฯ ทุกคนควรมีจิตสำนึกของสิ่งถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จริยธรรม และความภาคภูมิใจที่เป็นคนไทย ที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือต้องฟังใคร ที่สำคัญหากความทะเยอทะยานของทักษิณถูกนำออกไปจากบริบทปัญหานี้ก็น่าจะมีทางออกสักทาง
"ยารสหวานๆ แบบฉบับไทยๆ กินทุกๆ วันเป็นเดือนหรือ 3 เดือนแล้วคุณจะดีขึ้นเอง ดีกว่ายาที่กินวันเดียว แต่คนอาจไม่ชอบ ยานี้คืออะไร ผมว่ามันต้องมาจากผู้นำรัฐบาล ผู้นำพรรคการเมือง พวกเขาอาจต้องกลืนยาขม จะต้องไม่มีใครรับสินบน ใช้เวลา 3 ปี ตำรวจและทุกๆ คนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง นี่คือยาขมทำให้คนไทยได้เห็นว่านี่คือกฎเกณฑ์ใหม่"
นี่คือมุมมองบางส่วนของ สตีเฟน ยัง ผู้ที่ชาวอีสานมองว่าเขามีเทวดาอยู่บนไหล่ซ้าย ถึงได้ล้มลงตรงจุดที่ค้นพบโบราณวัตถุแห่งบ้านเชียงพอดิบพอดี !?!
ชายผู้มี 'เทวดา' ประจำตัว
เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สตีเฟน ยัง มาทำวิจัยที่เมืองไทย เพราะเคยอยู่ในเมืองไทยและพูดไทยได้ โดยตั้งเป้าจะทำเรื่องอัตลักษณ์คนอีสาน กะว่ากางแผนที่หลับตาจิ้มแล้วก็ไปที่หมู่บ้านนั้นทันที บังเอิญเจ้าหน้าที่องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่แนะนำให้ไปพบศาสตราจารย์จากฝรั่งเศสที่จุฬาฯ ท่านแนะนำให้ไปที่บ้านเชียง ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เนื่องจากลูกสาวครูใหญ่เพิ่งแต่งงานใหม่ ปลูกบ้านใหม่และห้องน้ำดี
วันหนึ่งขณะเดินไปตามถนนกับชาวบ้านคนหนึ่ง เขาเกิดสะดุดต้นไม้หน้าคะมำพื้นพบกับชิ้นส่วนรูปร่างกลมนับสิบจุด เมื่อหักออกมาจึงเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาชนะ ถามใครก็ไม่รู้ว่าเก่าขนาดไหน เลยนำไปให้แม่ แม่ก็พาไปหาศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี และหม่อมพันธุ์ทิพย์ บริพัตร (ถูกป่าวตรวจสอบก่อน) ตรวจดูถึงได้รู้ว่าเป็นภาชนะเก่าแก่ไม่เคลือบแห่งบ้านเชียง กลายเป็นที่มาของการขุดค้นหาแหล่งประวัติศาสตร์บ้านเชียง และชาวบ้านเรียกขานสตีเฟนว่ามีเทวดาประจำตัว คือ ผลักให้ล้มลงไปตรงจุดที่พบโบราณวัตถุพอดิบพอดีไม่มีขาดไม่มีเกิน