ปชป.อยากเห็นความจริงใจทักษิณพูดกับอภิสิทธิ์

“ ปชป. ” หนุน เปิดประชุมร่วม “2 สภา ” ถก “ แก้รธน. ” ชี้ ต้องเป็นแนวทางที่ สังคมรับได้ พร้อมกำหนดแนวทางชัดเจน 3 ข้อ เน้น รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ชี้ ทำ “ ประชาพิจารณ์ - ประชามติ ” ก็ได้ ยัน เห็นด้วยกับแนวทางของ “ กก.สมานฉันท์ฯ ”

 (8ก.ย.) นพ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมส.ส.พรรคว่า ที่ประชุมเห็นว่าการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 โดยที่ประชุมเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการรับฟังความคิดเห็น ผ่าน ส.ส.และ ส.ว.เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนแรกของการปฏิรูปการเมืองที่มีเป้าหมาย เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยที่ประชุมเห็นว่าผลลับที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมจากสภา เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งในสังคมและป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนไหว ที่จะสร้างฉนวนเหตุของความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จากผู้ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ โดยที่ประชุมรับทราบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ยังเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็อยากเรียกร้องให้ฝ่ายต่างโดยเฉพาะ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่นัดชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.นี้ เกิดการเผชิญหน้าระหว่างคนไทยด้วยกันด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ

 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากขอให้ยุติการกระทำใด ที่จะส่งผลต่อความน่าเชื่อและความสงบเรียบร้อยของประเทศ จนถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ขอเรียกร้องไปยังพรรคเพื่อไทยอยากเห็นมาร่วมกันแสดงความเห็นในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อเป็นทางออกแกสังคมร่วมกัน และขอให้ยุติการเคลื่อนไหวของแกนนำหลายคน ที่พยายามขยายผลจากคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการสร้างความสมานฉันท์โดยสภา

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวิสเตอร์มาถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในลักษณะที่ระบุว่า ต้องการเจรจา และพร้อมจะรอคอยพูดคุย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับทราบโดยตรง เพราะหลังจากที่นายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการบริหาร เครือเนชั่น ได้คุยทางทวิสเตอร์กับนายอภิสิทธิ์ ๆก็ได้ปิดทวิสเตอร์ของตัวเองในเวลา 22.30 น. แต่พรรคก็มีความเห็นว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นหรือไม่ ถือว่าเป็นตัวบุคคล และวันนี้อยากจะให้โอกาสสังคมร่วมกันหาทางออกร่วมกัน ในการแก้ไขระบบและเรื่องของบ้านเมืองมากกว่า และไม่เห็นด้วยหากกระบวนการเหล่านี้จะต้องมารอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณต่างๆ เพราะต้องมีความตั้งใจจริงในการพูดคุยด้วยความสงบ ก็สามารถแสดงความจริงใจด้วยตลอด ทั้งก่อนหน้านี้ ขณะนี้ และในอนาคตโดยยุติการเคลื่อนไหวไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น ไม่ใช้คดีอาญาของตัวเองเป็นข้อต่อรองในการเจรจา

 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันพรรคเห็นว่าการให้สภาเป็นทางออก โดยการนำรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้ โดยพรรคได้กำหนดแนวทางที่สำคัญที่สุดในการเตรียมการอภิปราย 3 ข้อด้วยกัน คือ 1. จะต้องให้กระบวนการนี้รับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากทุกภาคส่วนในสังคม โดยผ่านส.ส. ส.ว.ซึ่งประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง 2. จุดประสงค์ที่จะให้ภาพของสภาออกมาเป็นรูปของการสมานฉันท์มาเป็นรูปธรรม เพื่อให้สังคมได้รับทราบและเห็นว่ากระบวนนี้ได้เดินหน้า และไม่ได้ซื้อเวลาอย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต 3. ต้องแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีส่วนร่วมกับกระบวนนี้ ว่าได้ยึดประโยชน์โดยร่วมเป็นหลักก่อนการอภิปรายร่วม 2 สภา

 ด้านนพ.วรงค์ กล่าวว่า พรรคเห็นด้วยกับมติครม.ที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 179 เพื่อขอเปิดประชมรัฐสภา รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์นำเสนอ โดยหลักการแล้ว พรรคถือว่าอย่างน้อยท่าทีของรัฐบาลที่เสนอมา ก็เป็นการขานรับการทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด และเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติ ดังนั้น การแก้ไขมาตราใด บทบัญญัติข้อใดต้องไม่ผลีผลามต้องรับฟังความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่

 รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โดยสรุปแล้วแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ถกกันมีทางออก 2 แนวทาง คือ 1. ถ้าสมมติว่าที่ประชุมสภาเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นใด โดยที่ไม่มีกระแสคัดค้านจากประชาชน แนวทางนั้นน่าจะเป็นแนวทางแก้ไขก่อนได้เลย และประเด็นใดที่เป็นความเห็นขัดแย้งกันที่เป็นประเด็นใหญ่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ด้วยการประชาพิจารณ์หรือประชามติ แต่อีกมุมหนึ่งมีการเสนอความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งไม่ใช่เป็นการแก้ไขที่ง่ายๆ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งหมด ก็มีผู้เสนอว่าถ้าจะแก้ก็ต้องให้ประชาชนเห็นด้วย เพราะขณะนี้ประมาณ 5 - 6 ประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอเข้ามา

 นพ.วรงค์ กล่าวว่า หลายคนท้วงติงว่าที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองทั้งสิ้น และเราจะเจอคำถามจากประชาชนเป็นจำนวนมากว่าการแก้ครั้งนี้ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ก็มีการเสนอว่าควรขยายวงกว้างออกไป เอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงมาแก้ไข และสุดท้ายก็ไปจบตรงที่ว่าการเปิดประชุมรัฐสภาในสัปดาห์หน้า เมื่อเสียงส่วนใหญ่สะท้อนออกไปในทิศทางใด ถ้าเสียงส่วนใหญ่ระบุว่าเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นนี้ และประชาชนขานรับกระบวนการก็ดำเนินการแก้ไข แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่เป็นพ้องว่าจะต้องพิจารณา ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงก็ต้องเป็นไปในอีกแนวทางหนึ่ง ”

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าที่ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นพ้องในประเด็นใด พรรคจะต้องเห็นด้วยในทิศทางนั้นหรือไม่ นพ. บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคเห็นว่าข้อสรุปที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอมา ซึ่งเรื่องที่เห็นสอดคล้องกันที่เป็นปัญหาจริงๆ ทั้งในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้าน ส.ว.ในการยื่นร่างบางร่าง และมติของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯที่ได้เสนอมานั้น พรรคเห็นว่าบางส่วนเดินหน้าได้เลย ไม่ได้ติดขัด เช่น กรณีมาตรา 190 หรือแม้แต่เรื่องเขตเลือกตั้ง ถ้าที่ประชุมเห็นว่าน่าจะได้ประโยชน์ขึ้น ซึ่งเขตเลือกตั้งเล็กหรือใหญ่ก็กระทบประชาชนน้อยกว่าพรรคการเมือง พรรคไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรค ก็สามารถเดินหน้าได้ แต่บางอย่างก็มีความหลากหลายทางความคิด หลายร่างที่อยู่ในระเบียบวาระของสภา เช่น ร่างของคปพร. ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หรือร่างใหม่ที่วุฒิและส.ส.เสนอมา มีหลาย 10 ประเด็น ก็มีหลายฝ่ายที่แสดงความห่วงใยว่าถ้าไม่มีกระบวนการรับฟังเหตุผลของแต่ละฝ่ายในการประชุมร่วมรัฐสภาก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน และวัตถุประสงค์ในการที่จะให้การปฏิรูปการเมือง โดยใช้สภาเป็นทางออกด้วยการสร้างความเห็นชอบก็อาจจะได้ผลที่ตรงข้ามกับเจตนาคือ ความขัดแย้งจากความไม่เห็นพ้องต้องกัน แต่ที่อยากได้จากที่ประชุมร่วมรัฐสภาคือ ความเห็นพ้อง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของพรรคทำไมถึงไม่เสนอไปเลยว่าแก้มาตรานั้น ไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ นพ.วรงค์ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีเสียงเกิน 311 เสียง เพราะลำพังเสียงของรัฐบาลมีอยู่ 270 กว่าเสียง ดังนั้น เราต้องอาศัยเสียงอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นเสียงของส.ส.ฝ่ายค้านและเสียงของส.ว.มาร่วมกันคือ 2 ใน 3 จึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น เราจึงย้ำถึงความเห็นพ้องของสมาชิกรัฐสภา ถ้าเราประกาศฟันธงลงไปแล้วเขาไม่เห็นด้วยก็ไม่มีทางแก้ไขได้ นี่คือประเด็นสำคัญ ขณะเดียวกันวันนี้ประชาธิปัตย์ไม่เคยกลัวในเรื่องของเขตเล็กเขตใหญ่ หรือในเรื่องของมาตรา 190 แต่สิ่งที่เรากังวลคือ ถ้าเราขยับขับเคลื่อนอะไรไปแล้ว แทนที่เราจะสมานฉันท์ แต่มีม็อบมาล้อมสภาก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาอีก ดังนั้น เราจึงย้ำว่าอะไรก็แล้วแต่ที่สมาชิกรัฐสภาเห็นพ้องร่วมกัน ไม่ใช่ปัญหา และการแก้ไขนี้ไม่ใช่นำมาซึ่งม็อบปิดล้อมรัฐสภา คือ ประชาชนต้องไม่ต่อต้าน

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า การที่จะสร้างความเห็นชอบก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องยืดออกไปหรือแทงกั๊ก หรือซื้อเวลา แต่จะเป็นในรูปแบบของการทำประชาพิจารณ์หรือประชามตินั้น ทุกอย่างต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์สมัยเป็นฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกมาตรา วันนี้การหารือของพรรคตกผลึกมากน้อยแค่ไหน นพ.วรงค์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าจุดเริ่มต้นของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากมีคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมา ซึ่งมีตัวแทนของทุกภาคส่วน ตนกำลังจะชี้ให้เห็นว่า เรารับฟังเสียงส่วนใหญ่ เมื่อมติเสียงส่วนใหญ่ออกมาประมาณ 5-6 ประเด็น พรรคก็มาไล่ดูโดยหลักการว่า เรื่องไหนรับได้บ้าง เช่น มาตรา 190 ส่วนเขตเล็กเขตใหญ่พรรคก็ไม่ขัดข้อง พร้อมที่จะแก้ไข แต่มาตรา 237 ผลกระเทือนกับสังคมสูงมาก ส่วนมาตรา 265 – 266 เป็นผลประโยชน์กับส.ส.โดยตรง ตนเชื่อว่าประชาชนหลายส่วนอาจจะรับไม่ได้กับการแก้ไข หรือถ้าประเด็นใดที่ประชาชนต้องการอะไรมากกว่านี้ก็ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณา

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นพ.วรงค์ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตร มีการเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยมีแนวทางเรื่องการเมืองใหม่ ซึ่งจะมีลักษณะใดนั้น แนวทางที่ผ่านมาก็เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมและการที่ต้องแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯกังวลคือ เรื่องการแก้ไขอะไรที่จะเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ที่สังคมไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่งกระบวนการนี้พรรคอยากเห็นว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวการเรียกร้องประชาธิปไตยอยากสะท้อนข้อห่วงใย ผ่านเข้าสู่กระบวรการหลังการประชุมร่วมของรัฐสภา เช่น การประชาพิจารณ์ หรืออาจจะร่วมใน สสร.เป็นต้น และอยากเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองจะเกิดผลได้ กลุ่มการเมืองต่างๆ น่าจะมีบทบาทในการมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งเรื่องนี้ร่วมรัฐสภา

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับท่าทีของพรรคหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า จุดยืนของนายชวนและนายบัญญติตนเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขนะนั้นมีการพูดถึงบางมาตราที่ขณะนี้ได้ขับเคลื่อนต่าจากจุดนั้นแล้ว และที่ประชุมพรรคถือว่าความเห็นของเสียงส่วนใหญ่ ทั้งในที่ประชุมส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและประชาชน ทุกท่านก็รับฟังอย่าลืมว่าแนวทางการเปิดประชุมร่วมที่พิจารณารายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์มาจากการที่นายกฯร้องขอ ผ่านประธานรัฐสภา ดังนั้น กระบวนการนี้ถือว่าเรามีส่วนร่วมทำให้เกิดขึ้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้ขับเคลื่อนไปถึงแนวทางปฏิรูปการเมืองที่สร้างสรรค์