ชิงเดินเกมไล่บี้กดดันรัฐบาล โดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ เลิกยื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เตรียมนัดถกที่ประชุม ครม.ในวันที่ 8 กันยายนนี้ เพื่อขอมติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม
การออกมาเคลื่อนไหวของสภาสูงบางส่วนที่ผนึกกำลังกับ "เพื่อไทย" ครั้งนี้ด้วยข้ออ้าง เดินเกมต่อยอดจากข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่เสนอให้มีการแก้ไขใน 6 ประเด็น แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล
โดยอาศัยช่วงจังหวะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลออกมากดดันพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเงื่อนไขให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล
นั่นเพราะประชาธิปัตย์มีจุดยืนตั้งแต่ต้นว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว "ค่ายสะตอ" ไม่มีทางยอมอ่อนข้อเด็ดขาด
แต่เมื่อแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ต่างติดมลทินคดียุบพรรค จนต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวให้ประชาธิปัตย์ไฟเขียวปลดล็อกเงื่อนไขทั้งหมด ด้วยข้ออ้างสร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง
เห็นได้จากเป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังวนเวียนอยู่ที่ผลประโยชน์ของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส และ ส.ว.
ไล่ตั้งแต่การปรับปรุงที่มาของ ส.ส. ในมาตรา 93-มาตรา 98 เพื่อให้กลับมาใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว
ปรับปรุงที่มาของ ส.ว. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 111-มาตรา 121 เพื่อเปิดช่องให้มีการต่ออายุของ ส.ว.สรรหา จาก 3 ปี เป็น 6 ปี
เพิ่มเติมอำนาจในการกำหนดและทบทวนประเภทหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190
ปรับปรุงบทลงโทษยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 237 มีเจตนาแฝงนำไปสู่การนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง
ปรับปรุงเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ส.ส. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 265 ที่มีเจตนาหาช่องทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ แทรกแซงก้าวก่าย เข้ารับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ
แต่ที่อุบาทว์ที่สุดคือ การยกเลิกมาตรา 266 (1) โดยอ้างความเดือดร้อนของประชาชน ในการเข้าไปแก้ไขปัญหา ส.ส.และ ส.ว. ผ่านส่วนราชการหรือหน่วยงานต่างๆ โดยมีเจตนาเปิดทางให้ ส.ส. ส.ว.เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงราชการส่วนท้องถิ่น
ทั้งหมดนี้เป็นการชิงเปิดเกมจากฝ่ายสภาสูงสายเลือกตั้ง ที่ว่ากันว่ารับ "ออเดอร์" มาจากต่างแดน ผ่าน "ประสิทธิ์ โพธสุธน" ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายแท้ๆ ของ "ประภัตร โพธสุธน" อดีตเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นั่นเพราะจากการตรวจสอบรายชื่อสมาชิกที่ร่วมลงชื่อครั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วม 80 คน ส.ว.เลือกตั้ง 64 คน เพื่อแผ่นดินกับประชาราช พรรคละ 3 คน และมีสมาชิกรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยและรวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคละ 1 คน
นี่จึงเป็น "แผนซ้อนแผน" วางเกมยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออ้างความสมานฉันท์ทางการเมือง
เพื่อเสนอ "ออปชั่น" ในช่วงที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลวิ่งเคลียร์กันจนฝุ่นตลบในการต่อรอง ยื่นเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าประชาธิปัตย์จะเอาด้วยหรือไม่
และเมื่อเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญต่างไหลมารอไฟเขียวจากพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่อาจจะทนแรงบีบได้ ดังนั้น "อภิสิทธิ์" จึงต้องออกมารับลูก หารือ ครม.ขอเปิดอภิปรายทั่วไป นำไปสู่เงื่อนไขการทำประชามติ โดยอาศัยกระแสสังคมพิงหลัง
เพราะก่อนหน้านี้พรรคร่วมที่ทรงอิทธิพลอย่าง "ภูมิใจไทย" ได้ยื่นร่างแก้ไขเพื่อนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มพันธมิตรและกลุ่มเสื้อแดง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมของทั้ง "สองสี"
รวมไปถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ ที่รอบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม
ทั้งหมดนี้ใช่ว่า "ประชาธิปัตย์" ไฟเขียวแล้วทุกอย่างจะทางสะดวกโยธิน เพราะยังมีแรงต้านจากทั้ง 40 ส.ว.ที่มาจากสายสรรหา กลุ่มพันธมิตร รวมถึงอดีต ส.ส.ร. 50 ที่ออกมาขู่เตรียมยื่นถอดถอน ส.ว. ส.ส.ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง
สุดท้ายแล้ว..การเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมรอบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามแผนลับ-ลวง-พราง เพื่อนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง และกดดันให้รัฐบาลยุบสภาในที่สุด
บัญชา แข็งขัน