ปชช.อยากให้ทักษิณหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง

(30ส.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน(Academic Network for Community Happiness Observation and Research,  ANCHOR) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย “เอแบคเรียลไทม์โพลล์” ที่เป็นการสำรวจจากครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างได้ทั่วประเทศตามหลักสถิติแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น และได้ติดตั้งโทรศัพท์ให้กับครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างเพื่อทำการสัมภาษณ์ได้อย่างรวดเร็วฉับไวภายในระยะเวลาประมาณ 10 ชั่วโมง จากนั้นประมวลผลด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์

 ครั้งนี้ได้ทำการสำรวจเรื่อง ความสุขมวลรวมวันนี้ ของประชาชนภายในประเทศ (GDH Index) ประจำเดือนสิงหาคม 2552 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศได้แก่ กรุงเทพมหานคร  อุตรดิตถ์  สุโขทัย  เพชรบูรณ์  เชียงใหม่  ปทุมธานี  เพชรบุรี  ฉะเชิงเทรา  กาญจนบุรี  ชลบุรี   หนองบัวลำภู  สกลนคร  ศรีสะเกษ  ขอนแก่น ระนอง  พัทลุง  และสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น  1,292  ครัวเรือน ดำเนินการสำรวจในวันที่ 29  สิงหาคม 2552 พบว่า ส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 ติดตามข่าวสถานการณ์การเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์

 ผลวิจัยแนวโน้มค่าความสุขมวลรวมของประชาชนทั้งประเทศเดือนสิงหาคม เปรียบเทียบกับความสุขของประชาชนคนไทยเดือนกรกฎาคม พบว่า ค่าความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทยภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นจาก 5.92 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 7.18  ในการสำรวจครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมนี้ โดยประชาชนคนไทยมีความสุขสูงสุดอยู่ที่ 9.20 เมื่อเห็นคนไทยแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ และงานวันเฉลิมพระชนม์พรรษามหาราชินี รองลงมาคือความสุขต่อบรรยากาศของคนในครอบครัว อยู่ที่ 8.44 ความสุขต่อวัฒนธรรมประเพณีไทย อยู่ที่ 8.19 การนอนหลับได้สนิทอยู่ที่ 7.75 สุขภาพใจอยู่ที่ 7.73 ความสุขทางกาย อยู่ที่ 7.69 ความสุขต่อหน้าที่การงานอยู่ที่ 7.63 รองๆ ลงไปคือ ความสุขต่อสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชน การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดี ระบบการศึกษาของประเทศ สภาวะเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว และความเป็นธรรมทางสังคมที่ได้รับ

 ที่น่าพิจารณาคือ ความสุขของคนไทยต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในการสำรวจครั้งนี้พบว่ามีความสุขเกินกว่าครึ่งคือ 5.15 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 แต่ความสุขที่ต่ำกว่าครึ่งมีอยู่สองปัจจัยคือ บรรยากาศทางการเมืองของประเทศในปัจจุบันได้ 4.63 และที่ต่ำสุดคือสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เพียง 1.82 คะแนนเท่านั้น

 ดร.นพดล กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ค่าสถิติวิจัยพบกลุ่มปัจจัยที่รัฐบาลน่าจะนำไปพิจารณาดำเนินการรักษาความสุขของประชาชนเอาไว้เพราะค้นพบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ทำให้ความสุขของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ การแสดงความจงรักภักดีของคนไทย  สุขภาพใจ สภาวะเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว การนอนหลับได้สนิท โดยอาจให้ความรู้ประชาชนให้รู้วิธีผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิท นอกจากนี้ยังมีเรื่องบรรยากาศของคนในครอบครัว ที่รัฐบาลและสื่อมวลชนอาจช่วยรณรงค์ให้ประชาชนมีวิธีเสริมสร้างความสุขความสัมพันธ์ต่อกันของคนในครอบครัว และปัจจัยด้านความพึงพอใจในหน้าที่การงาน ระบบการศึกษาของประเทศและความเป็นธรรมทางสังคม ก็เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติเพิ่มความสุขของคนไทยได้

 ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ปัจจัยการเมืองเป็นเรื่องสำคัญและอาจทำให้ความสุขของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกันคือ การประกาศเลื่อนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.) เพราะคนไทยร้อยละ 53.1 เห็นด้วย ร้อยละ 36.8 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 10.1 ไม่มีความเห็น นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 คิดว่าสังคมไทยจะสงบสุขได้ถ้า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  ชินวัตร หยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 38.6 ไม่คิดเช่นนั้น

 สำหรับทางออกที่ดีที่สุดของรัฐบาลชุดปัจจุบันในเวลานี้คือ ร้อยละ 47.4 ระบุว่าทำงานต่อไป ร้อยละ 34.5 ระบุการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 11.0 เปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยไม่ต้องยุบสภา ร้อยละ 6.8 ระบุนายกรัฐมนตรีลาออก และเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้นที่ระบุให้มีการยึดอำนาจ ปฏิวัติเป็นทางออก

 ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวสรุปว่า ความสุขของประชาชนคนไทยประจำเดือนสิงหาคมในวันนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากเดือนกรกฎาคม โดยจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เป็นเพราะปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แตกต่างไปจากแนวนโยบายของรัฐบาลประเทศอุตสาหกรรมที่มักจะเน้นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเป็นหลัก สำหรับประเทศไทยมีผลวิจัยยืนยันหลายครั้งแล้วว่า การเห็นคนไทยแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันคือปัจจัยสำคัญ การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุขในทุกสถานการณ์ บรรยากาศของคนในครอบครัว บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชน มีน้ำใจไมตรีจิตช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สภาวะเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว สุขภาพใจ และความเป็นธรรมทางสังคม แต่ปัจจัยที่ฉุดรั้งให้ความสุขของคนไทยลดต่ำลง มีเรื่องของบรรยากาศทางการเมืองและสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสำคัญ

  ทางออกคือประการแรก นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลน่าจะไตร่ตรองผลสำรวจครั้งนี้ให้ลึกซึ้งจะได้หยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์และทำลายความสุขของคนไทยทั้งประเทศ แต่หันหน้าเข้าช่วยเหลือกันนำพาประเทศให้พ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม การใช้ความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน ปัญหาคุณภาพเด็กและเยาวชน เป็นต้น

 ประการที่สอง สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลดทอนความสุขของคนไทยในภูมิภาคอื่นๆ ที่อาจมองได้สองด้านคือ คนไทยไม่ว่าจะอยู่ภาคใดก็มีจิตใจผูกพันเป็นทุกข์ร่วมกันกับคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงสะท้อนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ได้ตระหนักทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมและดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างเท่าเทียม และสถาบันสื่อมวลชนควรนำเสนอข่าวในแง่ดีบ้างที่ยังสามารถพบเห็นได้เป็นส่วนใหญ่มากกว่าข่าวสารการก่อการร้ายด้านเดียว เพราะข่าวสารที่คาดกันว่าเป็นการสร้างสถานการณ์กำลังลดทอนความสุขของคนไทยทั้งประเทศ

 จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 53.0  เป็นหญิง ร้อยละ 47.0  เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 4.3 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.7  อายุ 20 - 29 ปี ร้อยละ 22.5  อายุ 30 - 39 ปี ร้อยละ 26.3  อายุ 40 - 49 ปี และร้อยละ 25.2  อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 45.1 อาชีพเกษตรกร/รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป  ร้อยละ 29.8  ค้าขาย ธุรกิจส่วนตัว อาชีพอิสระบริษัทเอกชน  ร้อยละ 10.4 เป็นข้าราชการ /พนักงานรัฐวิสาหกิจ  ร้อยละ 7.6 เป็นแม่บ้าน เกษียณอายุ  ร้อยละ 4.7 เป็นนักศึกษา  ร้อยละ 2.4  ไม่ประกอบอาชีพ ว่างงาน  นอกจากนี้ ร้อยละ 79.5  มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี  ร้อยละ 20.5  มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป