สังคม-ศิลปะ-วัฒนธรรม : ข่าวทั่วไป
วันที่ 28 สิงหาคม 2552

มัดมือชก...หมอจบใหม่ฉีดสเต็มเซลล์เฒ่าทารก

ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะอยากผิวพรรณเต่งตึงและมีชีวิตอมตะ กระทั่งหลงเชื่อคำโฆษณาทุกอย่าง ยินดีควักเงินล้านจากกระเป๋าได้อย่างง่ายดาย เพียงให้บรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการข้างต้น...

 ช่วงเดือนมีนาคม 2552 "คม ชัด ลึก" ตีแผ่ขบวนการหลอกขายสเต็มเซลล์ในประเทศไทย โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ประกาศขายในเว็บไซต์กว่า 8,000 แห่ง และกลุ่มคลินิกเสริมความงามที่รับฉีดสเต็มเซลล์คอร์สละแสนบาทขึ้นไปจนถึงหลายล้านบาท โดยอวดอ้างสรรพคุณเหมือนกันว่า ฉีดแล้วจะเต่งตึงมีผิวเด็กตลอดกาล กระทั่งวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศคุมเข้มให้สเต็มเซลล์ขึ้นเป็นตำรับ "ยา" ผู้ใดผลิตหรือนำเข้าจากต่างประเทศมาฉีดให้คนไข้ต้องขออนุญาต หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ

 แต่ดูเหมือนข้อบังคับของ อย. จะไม่ได้ช่วยผู้บริโภค หรือผู้ป่วยที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นกลุ่มนี้ มีจำนวนลดน้อยลงแต่อย่างใด โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจัดแถลงข่าว "Stem cell กับความงาม" เพื่อชี้ให้เห็นอันตรายของการฉีดสเต็มเซลล์จากหมอเถื่อนและหมอแท้ตามคลินิก โดย รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ รู้สึกเป็นกังกลอย่างยิ่ง เพราะมีคนไข้มากมายสอบถามข้อมูลการฉีดสเต็มเซลล์รักษาโรคและเพื่อรักษาความงาม แม้จะพยายามอธิบายหลายครั้งว่า วงการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอนุญาตให้ใช้สเต็มเซลล์รักษาได้โรคเดียว คือ โรคทางโลหิตวิทยา เช่น โลหิตจาง มะเร็งในเม็ดเลือด ธาลัสซีเมีย ส่วนโรคอื่นยังห้ามอย่างเด็ดขาด

 สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลง เพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สกัดเซลล์ต้นกำเนิดได้ 2 วิธี คือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem cell) กับสเต็มเซลล์จากร่างกาย หรือที่เรียกว่าสเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem cell) เช่น รก สายสะดือ เนื้อเยื่อ ไขกระดูก ไขมัน เลือด ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกาย โดยวงการแพทย์พบสเต็มเซลล์จากเลือดจนพัฒนาเพื่อรักษาโรคเลือดมานานกว่า 20 ปีแล้ว ขณะที่สเต็มเซลล์จากอวัยวะอื่นๆ รวมถึงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ เพิ่งค้นพบไม่กี่ปีมานี้จึงอยู่ระหว่างการวิจัย

 รศ.นพ.นภดล บอกว่า ขณะนี้คนไข้ที่ถูกหลอกให้ฉีดสเต็มเซลล์มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ต้องการรักษาโรคร้ายบางชนิด เช่น มะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ตับ ไต ฯลฯ และกลุ่มคลินิกเสริมความงาม ที่อ้างว่าฉีดสเต็มเซลล์แล้วผิวพรรณจะเปล่งปลั่งแลดูอายุลดน้อยลง ข้อเท็จจริงคือปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่ยอมรับ และไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าสเต็มเซลล์สามารถชะลอความแก่ หรือรักษาโรคอื่นได้นอกจากโรคเกี่ยวกับเลือด อยากให้ผู้ป่วยที่ถูกหลอกให้ฉีดสเต็มเซลล์คอร์สละหลายล้านบาท มาช่วยกันฟ้องร้องเอาผิดแพทย์และสถานประกอบการที่ทำผิดกฎหมายเหล่านี้

 "น่าสงสารหมอเด็กที่จบมาใหม่ ส่วนใหญ่สมัครเข้าทำงานกับคลินิกโรคผิวหนัง ที่มีแฟรนไชส์ทั่วประเทศ เมื่อแพทย์ผู้บริหารสั่งให้ฉีดยา ฉีดสาร หรือทำเลเซอร์อะไรให้คนไข้ก็จะทำตาม ไม่กล้าขัดขืน บางแห่งสั่งซื้อเครื่องเลเซอร์แบบใหม่มาฝึกหมอไม่กี่วัน ก็ให้ทดลองทำกับหน้าคนไข้ หรือหมอเด็กบางคนฝึกฉีดสารโบท็อกซ์เพียง 3 ชั่วโมงก็ฉีดให้คนไข้ได้เลย เมื่อเจอคนไข้ฟ้องร้องแพทย์เจ้าของแฟรนไชส์และคลินิกจะไม่โดนข้อหาอะไร แต่เป็นหมอเด็กที่ต้องรับกรรม โดนปรับและยกเลิกใบประกอบโรคศิลปะ"

 ด้าน ดร.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท หัวหน้ากลุ่มงานพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า สเต็มเซลล์เป็นเซลล์มีชีวิตสามารถแบ่งตัวได้เรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัด สกัดได้จากคนและสัตว์หลายชนิด เช่น แกะ วัว หนู ฯลฯ ตามข้อเท็จจริงแล้วสเต็มเซลล์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายง่ายมาก การเก็บรักษาทำได้ยาก มีเงื่อนไขหลายข้อและเสียค่าใช้จ่ายสูง ได้แก่ 1.ต้องอยู่ในที่ปลอดเชื้อตลอดเวลา 2.ต้องได้รับน้ำเลี้ยงเชื้อและมีการเปลี่ยนสม่ำเสมอภายใน 2-3 วัน 3.ต้องเก็บในบรรยากาศที่มีความชื้นและคาร์บอนไดออกไซด์ 5 เปอร์เซ็นต์ 4.อยู่ในอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียสเท่าร่างกายมนุษย์ 

 "จากเงื่อนไขทั้งหมดหากใครเห็นสเต็มเซลล์อยู่ในกล่องแล้วเอามาใส่หลอดฉีด ให้รู้เลยว่าถูกหลอก อาจเป็นสเต็มเซลล์ที่เชื้อตายแล้ว หรือเป็นสารอะไรก็ไม่รู้ และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะผสมสเต็มเซลล์ลงในเครื่องสำอาง เพราะบรรจุภัณฑ์ทุกชนิดไม่สามารถรักษาชีวิตสเต็มเซลล์ได้ การอ้างว่าสั่งซื้อสเต็มเซลล์จากต่างประเทศก็เป็นการหลอกลวง เพราะสเต็มเซลล์ต่อให้อ้างว่าเก็บอย่างดี หรือแช่แข็งส่งมาจากต่างประเทศ ก็แทบจะกลายเป็นเซลล์ตายเกือบหมด คนไข้ส่วนใหญ่ถูกหลอกว่าฉีดสเต็มเซลล์รกแกะหรือรกเด็ก ทำให้เสียเงินแพงๆ เป็นการฉีดน้ำเปล่าหรือสารอะไรก็ไม่รู้เข้าร่างกาย คนที่รู้สึกว่าผิวพรรณเต่งตึงขึ้นก็อาจเป็นเพราะได้รับสารกระตุ้นอื่น แต่ไม่ใช่สเต็มเซลล์ที่มีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน"

 ส่วนคนไข้บางรายที่ยอมเสียค่าใช้จ่ายหลายล้านบาท แลกกับสเต็มเซลล์ของจริงที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ดร.นพ.เวสารัช ยืนยันว่า ถึงจะฉีดเข้าไปก็ไม่มีข้อมูลทางวิชาการแพทย์ชี้ว่า ช่วยชะลออายุหรือช่วยด้านความงามได้ ยังไม่มีงานวิจัยยอมรับว่าสเต็มเซลล์ใช้ได้ผลด้านศัลยกรรม แต่มีงานวิจัยยืนยันอันตรายจากการฉีดสเต็มเซลล์ของแกะหรือสัตว์อื่นเข้าไปในร่างกายมนุษย์ เนื่องจากทำให้เกิดปฏิกิริยาปฏิเสธเนื้อเยื่อ (Graft rejection) อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อคนก็อาจกลายเป็นเซลล์ที่เจริญเติบโตแบ่งตัวไม่หยุดยั้ง กลายเป็นเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ได้เช่นกัน

 ปัจจุบันได้รับรายงานว่า มีแพทย์บางกลุ่มที่หลอกฉีดสเต็มเซลล์ผิดกฎหมายให้คนไข้ โดยหลบเลี่ยงว่าเป็นโครงการวิจัยแทน วางแผนให้คนไข้เข้าร่วมโครงการทดลองวิจัยสเต็มเซลล์ของโรงพยาบาลหรือสถาบันต่างๆ เรื่องนี้ ดร.นพ.เวสารัช เน้นว่าหากเป็นคนไข้ในโครงการวิจัยจริงต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญต้องตรวจสอบว่าโครงการนั้น ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการวิจัยและจริยธรรม และผู้ป่วยต้องให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองสเต็มเซลล์ในมนุษย์ ใครที่รู้ตัวว่าถูกหลอกสามารถเก็บหลักฐานร้องเรียนได้ที่ อย.และแพทยสภา

 ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการ อย. เตือนว่าสินค้าทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือยา ที่อ้างว่ามีส่วนผสมของสเต็มเซลล์ถือว่าผิดกฎหมายทั้งสิ้น เพราะ อย.ยังไม่เคยอนุญาตให้ใช้หรือฉีดสเต็มเซลล์ในประเทศไทย นอกจากเป็นยารักษาด้านโลหิตวิทยาเท่านั้น ส่วนเครื่องสำอางราคาแพงจากต่างประเทศ ที่โฆษณาว่าทำมาจากรกแกะก็เป็นเพียงสารประกอบจากรกแกะเท่านั้น ไม่ได้เป็นสเต็มเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ใครถูกหลอกสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ที่สายด่วน อย.1556