โดยช่วงเวลาที่ศึกษา 28 มิถุนายน 2552-30 กรกฎาคม 2552 ซึ่งทุ่งสงโมเดลนั้นได้จากการตั้งคำถาม และการตอบคำถามของแพทย์ที่ผ่านประสบการณ์หวัดใหญ่ 2009
ข่าวที่แพทย์คลินิกใน กทม.ขอเข้าร่วมโครงการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ เพียงส่วนน้อย แพทย์มีเหตุผลอะไร กลัวอะไร ?
1.ไม่เห็นด้วยกับมาตรการแจกยาทามิฟลูที่คลินิก การที่บอกว่าคนไข้ที่ตายเพราะคลินิกจ่ายยาช้า เป็นการสรุปที่เร็วเกินไป
2.ไม่อยากเอากระดูกมาแขวนคอ ถ้าเกิดไม่จ่ายยาแล้วเกิดปัญหาแล้วโดนฟ้องคงอ่วม
3.ไม่อยากทำสองมาตรฐาน ถ้าต้องจ่ายยา ก็ไปรักษาที่โรงพยาบาลดีกว่า
4.ให้แล้วคนไข้ตาย ก็ซวย ไม่ให้แล้วคนไข้ตาย ก็ซวย จ่ายก็ผิด ไม่จ่ายก็ผิด ทำอะไรก็ผิด ไม่ทำก็ผิด
5.แนวทางคำแนะนำ เขาบอก ในเด็กต่ำกว่า 2 ปี อาการไม่หนัก ก็อยู่กลุ่มเสี่ยง ก็น่าจะให้ทามิฟลู แต่หมอเด็กที่โรงพยาบาลบอกว่ายาตัวนี้ควรจะให้เมื่อ นอนโรงพยาบาลให้หมอเด็กให้ แต่บอกว่า อาการไม่หนัก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลมันขัดๆ ยังไงไม่รู้
เราจะทำอย่างไร ให้สิ่งที่เรากังวลหายไป เป้าหมายตอนนี้คือลดอัตราตาย ให้ยาเร็วดีไหม ข้อดีข้อเสีย ?
งานวิจัยเบื้องต้น เพื่อลดข้อผิดพลาด นำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เพราะอย่างไรแพทย์เราก็มีหน้าที่ให้คำแนะนำที่ดีที่สุด ผิดพลาดน้อยที่สุด สิ่งที่นำเสนอเป็นความเห็น ข้อมูลจากที่พบจากการปฏิบัติงานจริง
ผลวิจัยเบื้องต้นเป็นอย่างไร ผู้ป่วยที่ถือว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียสเกินสองวัน ร่วมกับอาการไอ/เจ็บคอ ?
ในช่วงวันที่ 28 มิถุนายน-30 มิถุนายน 2552 ในการศึกษาผู้ป่วย 135 คน ทุกคนได้รับการทำ throat swab ส่งพีซีอาร์ยืนยันทุกราย มีผู้ที่เข้าหลักเกณฑ์นี้ 135 คน นำมาตรวจทำ throat swab การป้ายตรวจในลำคอ ทุกรายผลจะได้ภายหลัง 24-72 ชม.
พบ A/H1N1 คิดเป็น 43/135 คิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์
ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 15/135 ราย คิดเป็น 11 เปอร์เซ็นต์
ผลเป็นลบ 77/135 คิดเป็น 57 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือเป็นกลุ่มไข้หวัดธรรมดา เชื้อแบคทีเรีย หรือไข้ชิคุนกุนยา หรือไข้อื่นๆ เช่น ไข้ฉี่หนู ไข้เลือดออก
ทั้งนี้พบคนไข้มากที่สุดช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม 2552 ดังนั้นหากตรวจในช่วงที่มีความชุกของการระบาดสูง ผลที่ได้จะแม่นยำมากขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ ลองดูอัตราส่วนความไว (sensitivity) ในการวินิจฉัยอยู่ในช่วง 20-67 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ รพ.ทุ่งสง ช่วงอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ 21-30 ปี
แล้วต้องนอนโรงพยาบาลกี่คน ?
นอนโรงพยาบาล 59 ราย ที่เหลือรักษาแบบผู้ป่วยนอก 76 คน
การให้ยาเร็วดีไหม ถ้าใช้หลักเกณฑ์ปัจจุบัน ในการตัดสินการให้ยาผลเป็นอย่างไร?
จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเมื่อดูย้อนหลัง ในผู้ป่วยมาด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ต่อมาตรวจยืนยันภายหลังไม่พบไข้หวัดใหญ่จำนวน 94 ราย ได้รับยา 25 ราย อัตราส่วนที่คาดการณ์ไม่ถูกต้องให้ยาโดยไม่จำเป็น 26.5 เปอร์เซ็นต์ หรือเหตุผลส่วนหนึ่งคือเป็นโรคแต่เชื้อน้อยอาจตรวจไม่พบ หรือเป็นโรคแต่ตรวจไม่เจอคือ ผลลบลวง
ในผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลล่ะ..?
ในผู้ป่วยที่ศึกษาทั้งหมด 57 ราย ได้รับยา 37 ราย ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ตรวจพบภายหลังว่าเป็นหวัดใหญ่ 2009 อัตราส่วนที่คาดการถูก 50 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือการตัดสินใจให้ยาในผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลมีอาการหนักกว่ากลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน เด็กอายุน้อย การตัดสินใจให้ยาโดยไม่ต้องรอผลทางห้องปฏิบัติการเป็นแนวทางที่คุ้มค่า เพื่อลดการเสียชีวิต เนื่องจากที่ผ่านมาในรายที่เสียชีวิต ใช้เวลา 6 วัน ตั้งแต่มีอาการจนรับยา... ดีที่สุดคือภายใน 48 ชั่วโมง หลังป่วย ในการศึกษาครั้งนี้ระยะเวลาที่มีอาการจนกระทั่งได้ยาตั้งแต่ 1-11 วัน ...ซึ่งต่อมามีแนวโน้มดีขึ้น ผู้ป่วยมาเร็วขึ้นแต่ภาระงานหนักขึ้น
เป็นหวัด 2009 แล้วไม่ได้ยามีไหม ผลเป็นอย่างไร ?
มี 9 คน ผู้ป่วยนอก 7 ราย ผู้ป่วยใน 2 ราย ผลหายดีทุกคน ในผู้ป่วยทั้งหมด รับไว้เป็นผู้ป่วยใน จำนวน 57 รายด้วยข้อบ่งชี้ มีภาวะปอดบวม 4 ราย เป็นชายอายุ 19 ปี 1 ราย ชายอายุ 72 ปี 1 ราย และชายอายุ 57 ปี 1 ราย และมีเด็ก 11 ขวบ 1 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจ 2 ราย... ที่ผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย คือชายอายุ 19 ปี, มีโรคประจำตัวคือ ทาลัสซีเมีย
มาตรการที่ให้ยาที่ คลินิกให้ยาเร็วดีไหม ?
ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ สรรพคุณคือ เป็นยายับยั้งนิวรามินิเดส ซึ่งเป็นเอนไซม์ย่อยไกลโคโปรตีนซึ่งทำให้เชื้อแบ่งตัวและหลุดลงไปที่ปอดเร็วขึ้น ให้เร็วดีกว่าแน่นอน
แต่ควรทราบว่าความชุกของโรคในท้องถิ่นว่าขณะนี้มีอัตราส่วนไข้หวัดใหญ่ 2009 ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ไข้หวัดธรรมดาเท่าไหร่ ในผู้ป่วยเด็กควรแนะให้มาที่โรงพยาบาลหากจำเป็นเมื่อได้ยา..ควรทำการตรวจ throat swab ทุกรายเพื่อเป็นข้อมูล ในรายที่ไม่แน่ใจควรให้ข้อมูลกับญาติเพื่อการตัดสินใจในการตัดสินใจกินยา
จากการที่จ่ายยามาประมาณ 164 รายทั้งผู้ป่วยในผู้ป่วยนอก มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
มีผื่นแพ้ 1 ราย เจอในเด็กอ้วนอายุ ลักษณะคล้ายผื่นลมพิษ เมื่อให้ยาแก้แพ้ ยังสามารถให้ยาต่อได้จนครบโดส ที่เหลือคือปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เรื่องเห็นภาพหลอน ซึมเศร้า โดดตึกยังไม่เจอ สรุปว่านาทีนี้ปลอดภัยพอสมควร
จะลดการจ่ายยาที่ไม่จำเป็นลงได้อย่างไร..จะลดอัตราตายลงได้อย่างไร ?
ต้องช่วยกัน ประชาชนป้องกันตัวเอง ป่วยสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ พักผ่อนอยู่บ้านอย่างน้อย 7 วัน
“แพทย์พยาบาลนะไม่ทิ้งประชาชนอยู่แล้ว บ่นๆ ไปเท่านั้นแหละ พอถึงเวลาจริยธรรมก็ส่องสว่างเอง”
นพ.สวรรค์ กาญจนะ อายุรแพทย์ รพ.ทุ่งสง