เพราะคิดถึงเพื่อน

วันอังคารที่ผ่านมา น้องนักข่าวจากทีวีไทยมาขอสัมภาษณ์เรื่อง "วันเสียงปืนแตก" ก็พูดคุยกันไปหลายเรื่อง และคำถามสุดท้ายน้องคนนั้นถามว่า "วันนี้ถ้าพูดถึง 7 สิงหา พี่นึกถึงอะไร"

 แม้สงครามจะยุติมานานมากแล้ว แต่ผมก็ยังจำใบหน้าของมิตรร่วมรบผู้เสียสละได้เป็นอย่างดี และในห้วงเวลา 6 ปีเศษ มีความตายอยู่สองหน-สองคน ที่นึกถึงทีไรผมเศร้าใจเป็นที่สุด

 ครั้งแรก-คนแรก ลูกชายของพ่อใหญ่ ผู้เคยให้ที่พักพิงแก่ผม สมัยจรรอนแรมมาจากกรุงเทพฯ เขาอมปากกระบอกปืนอาก้า ใช้นิ้วเท้าเหนี่ยวไกปืน ปลิดชีพตัวเอง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเพื่อนมิตรร่วมสำนัก

 เขาเป็นหนุ่มหน้าตาดี วัย 20 ต้นๆ ความรู้ดีมีโอกาสจะไปอยู่อเมริกากับพี่ชาย แต่เขาเลือกที่จะเข้าป่าร่วมก่อการปฏิวัติ

 ปี 2522 เป็นช่วงเวลาของความสับสนทางความคิดและอุดมการณ์ มีคำถามหลายข้อที่ "สหายนำ" ไขข้องใจไม่ได้ อาทิ ทำไมพรรคจีนรบพรรคเวียดนาม? ทำไมพรรคเวียดนามหนุนหุ่นเชิดโค่นล้มพรรคกัมพูชา? ทำไมพรรคจีนจึงสั่งปิดสถานีวิทยุของพรรคไทย?

 สถานการณ์ในเวลานั้น เราเรียกมันว่า "วิกฤติศรัทธา" และอันเนื่องจากวิกฤติที่ว่านี้ ก็คือเหตุปัจจัยหลักที่ผลักให้ชายหนุ่มคนหนึ่งต้องเดินหน้าไปสู่ความตาย

 วินาทีนั้น บางคนอาจมองว่าเขาสิ้นคิด หรือมีอาการทางประสาท ลึกๆ ใครก็รู้ว่ามันมาจากสาเหตุใด แต่ไม่กล้าพูด และมิตรร่วมรบอีกจำนวนไม่น้อย จึงเลือกการวางอาวุธเข้ามอบตัว ก่อการประท้วงองค์กรปฏิวัติแบบเงียบๆ

 ครั้งที่สอง-คนที่สอง นักศึกษาคณะวิศวกรรม ม.เกษตรฯ เขาเดินทางมาถึงฐานที่มั่นภูพานก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา

 นักศึกษาหนุ่มลูกจีนชาวสุพรรณ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนการเมือง-การทหารรุ่นเดียวกับผม และระหว่างศึกษาการปฏิวัติไทยด้วยทฤษฎีจีน พวกเราได้ร่วมกันแต่งเพลงหลายเพลง

 ผมยังจำได้แม่นถึงเพลงที่เขาแต่ง เพลง "ลาไปเป็นทหารปลดแอก" และ "ดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน" พวกเรายังได้ร่วมกันร้องเพลงบันทึกเทปส่งไปออกอากาศทางสถานีวิทยุใต้ดิน

 สหายลูกจีนเมืองสุพรรณได้โอกาสข้ามโขงไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการเมือง-การทหารในลาว แต่เขาต้องไปเผชิญปัญหาความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง และเมื่อกลับมาภูพาน ความคิดเขาก็เริ่มเปลี่ยน และมีคำถามต่อองค์กรปฏิวัติ

 คนรอบข้างมองว่า เขาบ้า! เขาเพี้ยน! สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจอมปากกระบอกปืนเล็กยาวจีน เหนี่ยวไกปืนด้วยนิ้วเท้า ทิ้งโศกนาฏกรรมกลางสมรภูมิไว้ให้เพื่อนมิตรได้ครุ่นคิดถึงความตายของเขา

 เนื่องจากความตายที่ไม่ปกติของเพื่อนมิตรสองคน ทำให้ผมเฝ้าคิดเฝ้ามองอยู่ห่างๆ เมื่อมี "คนบางกลุ่ม" พยายามชักชวนให้อดีตสหายได้เข้าร่วมการพลิกฟื้นองค์กร และปัดฝุ่นอุดมการณ์

 ผมเคยบอกเพื่อนที่สนิทกันว่า คนพวกนี้ควรมาตอบคำถามของเพื่อนเราที่จากไปก่อน แล้วจึงจะเอ่ยปากชวนให้พวกเราไปสานต่อภารกิจที่คั่งค้างอยู่

 ขอสารภาพว่าผมมีอคติต่อคนพวกนี้ โดยเฉพาะคนบางคนที่ผมรู้เช่นเห็นชาติ ถึงความทะยานอยาก ความมักใหญ่ใฝ่สูง ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมนักอุดมการณ์

 พฤติกรรมใน พ.ศ. นี้ ก็มิได้ต่างจาก พ.ศ. ที่แล้ว ยังทำตัวเป็น "ศาสดาจอมปลอม" หลอกลวงผู้คนเพื่อสนองตัณหาอำนาจตัวเอง

 พลันที่ผมนึกถึงความตายของลูกชายพ่อใหญ่ที่มีใจอารี และเพื่อนลูกจีนผู้มีศรัทธาต่อดาวแดง ผมรู้สึกเกลียดพวก "ขุนนางป่าแดง" มากขึ้นเท่านั้น

 คนพวกนี้มิเคยสำนึกว่าตัวเองทำอะไรผิดมาบ้าง ท่องแต่คาถา "สามัคคี วิจารณ์ สามัคคี" พร่ำสอนคนอื่นแต่ไม่เคยวิจารณ์ตัวเอง

 ค่ำวันเสาร์ที่ 15 สิงหา...ผมจึงตั้งใจจะไปชมคอนเสิร์ต "...เพราะคิดถึงเพื่อน" ที่หอประชุมสำนักพิพิธภัณฑ์ฯ ม.เกษตรศาสตร์

 เพราะคิดถึงเพื่อน เพราะอยากฟังเพลงของเพื่อน ผู้จากไปด้วยความขื่นขมและขุ่นแค้นในหัวใจ

แคน สาริกา